วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

วงโยฯขอทาน !!!???

     กระแสรุนแรงเรื่องวงโยฯสว.2 ไปขอยืมเงินคุณตันกลายเป็นเรื่องโด่งดังไปทั่วทุกที่...ครั้งแรกที่ผมเห็นเรื่องนี้คือ Facebook ซึ่งศิษย์เก่าท่านหนึ่งแชร์มาให้พร้อมคำถามว่า "ไหงทำงี้" ผมเปิดดูก็เห็นว่า มันคือคลิปที่(ใครสักคน)บรรยายเกี่ยวกับการได้รับเชิญไปแข่งที่ต่างประเทศแต่งบยังไม่มา...

     จะไม่โพสก็เห็นว่าใครก็รู้กันหมด ทั้งคนในคนนอกวงการ คนไม่ได้เกี่ยวข้องกันการศึกษายังพูดกันเลย ผมเลยเกิดความรู้สึกเหมือนอยู่ตรงกลางยังไงก็ไม่รู้...เอาเป็นว่า นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมก็แล้วกัน ใครไม่คิดอย่างผมก็อย่าใสใจละกันครับ

     สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แปลกเลยสำหรับผม  นี่คือมาตรฐานของวงจรนี้ด้วยซ้ำไป  วงโยฯบ้านเราก็มีแต่เด็กระดับมัธยมเล่นกัน แล้วก็ชอบได้รับเชิญไปแข่งต่างประเทศ  โรงเรียนก็ชอบอนุมัติ  หน่วยงานกลางก็ชอบเห็นด้วย  แต่คลังมักไม่ชอบจ่ายเงิน!!!

     แล้วจะทำยังไง....ผมขออนุญาต "แฉ"เลยละกันว่า ทุกโรงเรียนที่ไปแข่งต่างประเทศ ก็ระดมทุนกันทั้งนั้น จะด้วยวิธีใดเท่านั้นเอง และงบก็ว่ากันเป็นสิบล้านทุกที  เด็กๆเองก็ต้องเดือดร้อนออกตังค์ ผมเคยไปมีทีนึง เด็กออกต้งค์คนละ 4 หมื่น มีบางคนไม่มีตังค์ ครูก็เลยต้องเก็บเกินจริงเอาไปถัวกับคนที่ไม่มีตังค์

     อย่าว่าแต่ไปต่างประเทศเลย แค่แข่งในประเทศยังขอกันตลอด มีทุกรูปแบบตั้งแต่ขอสนันสนุนจากห้างร้าน ผู้ปกครอง ทอดผ้าป่า หรือ แม้แต่ให้นักเรียนเดินเรี่ยไร...ผมเห็นเด็กเดินขอบริจาคแล้ว ขอบอกว่าน้องๆบางคน เกินค่าตัวจริงๆ ยกมือไหว้ท่วมหัว...พ่อแม่มาเห็นคงน้ำตาไหล

     เนี่ย...คือวงจร....วงจร....(เรียกวงจรอุบาทว์ดีไหม?)....วงจรที่ผู้ใหญ่นี่แหละสร้างขึ้น  เหตุเพราะค่าใช้จ่ายกิจกรรมนี้มีสูง แต่โรงเรียนไม่มีเงินจ่าย  แถมมีค่านิยมเรื่องชื่อเสียงมาสนับสนุนอีก

    ผู้ใหญ่ที่ผมจะขอกล่าวถึง คือ ผู้ใหญ่ทางระบบ ไม่ระบุตัวนะครับ...อย่างแรกคือ รัฐ...เรื่องภาษีเครื่องดนตรี ที่ถือว่าเครื่องดนตรีเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีสูงปรี๊ด จนราคาวงโยฯวงหนึ่งๆว่ากันเป็นหลักสิบล้าน ไม่เคยคิดจะสร้างระบบยกเว้นภาษีให้โรงเรียน แม้แต่โรงเรียนรัฐบาลซื้อเองก็ตาม เครื่องดนตรีรุ่นเดียวกัน บ้านเราขายห้าหมื่น ประเทศต้นทางขายหมื่นเดียว  ซื้อเครื่องดนตรีวงนึง สิบล้าน เป็นต้นทุน 2.5ล้าน ภาษีซะ 5 ล้าน  เจ๊กบวกไปอีก 30-40 เปอร์เซนต์...นั่นแหละราคา...ลองคิดกันดูขำๆนะครับ ถ้านโยบายรัฐสนับสนุนจริงๆ ก่อนจะหาเงินมาทุ่มให้เป็นสิบ ยี่สิบล้าน การยกเว้นภาษีจะทำให้ราคาจะลดลงไม่น้อยกว่าครึ่ง...ที่ตลกคือ โรงเรียนรัฐก็ใช้งบรัฐซื้อ ซึ่งก็มาจากภาษี....ขำๆ โง่ๆ ก็คือเก็บภาษีเจ็กขายเครื่องดนตรีมาซื้อเครื่องดนตรีเข้าโรงเรียน...แล้วจะคิดภาษีเพื่อ!!!.....???

       ผู้ใหญ่ที่สองคือผู้บริหารโรงเรียน คนไม่ทำก็ไม่เอาเลยยย  คนจะทำก็บ้าสุดขีด นานๆจะเจอคนที่มองภาพกว้างรวมๆได้ซักคน อย่างอดีต ผอ.โรงเรียนนี้(เนี่ยแหละ)ท่านหนึ่ง อยากให้โรงเรียนมีดนตรี อยากเห็นเด็กซ้อมมีความสุข แถมบล็อคไว้ด้วยว่า "ไม่แข่งนะ" แต่ก็มีแย้มๆว่า ถ้าพร้อมจริงๆค่อยว่ากัน ส่วนเรื่องงบท่านก็บอกว่า ค่อยเป็นค่อยไป มีเงินก็ซื้อ ให้ครูวางแผนยาวๆ....แต่ทว่า ส่วนใหญ่ไม่เป็นแบบนี้ เจอคนบ้าเข้าไป ทุ่มซื้อเครื่องดนตรีเยอะแยะ จ้างครูระดับเทพเจ้ามาสอน ดูดเด็กที่อื่นมาเล่น ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ซึ่งโรงเรียนหรือตัวของผู้บริหารหรือครูอาจได้ประโยชน์จากตรงนี้ แล้วเด็กล่ะ ได้อะไร? ให้ซ้อมๆๆๆๆแข่งๆๆๆๆ   ชนะ!...แต่ไม่ได้เรียนหนังสือ... อยากจะบอกว่า บางครั้งสิ่งที่ผู้ใหญ่ระดับนี้ทำ มันเหมือนคลื่นสึนามิที่มีผลกระทบระยะยาวไปอีกหลายปี...โรงเรียนเปลี่ยนไป เด็กเปลี่ยนไป  วัฒนธรรมเปลี่ยนไป...ท่านได้สร้างอะไรบางอย่างไว้ ซึ่งบางอย่างเด็กไม่น่าจะมี เช่น การทำทุกอย่างเพื่อตนเองและพรรคพวก เช่น การไปดูดคนอื่นมาจากโรงเรียนอื่น เพื่อเสริมสร้างตัวเอง ปล่อยให้วงเดิมของเขาพินาศพนาสูญไป มันเป็นคุณลักษณะจิตใจคับแคบที่ไม่ควรปลูกฝังให้เด็กมิใช่หรือ...

     ผู้ใหญ่ที่สามคือ ผู้จัดแข่ง ผมขอไม่เอ่ยไปถึงผู้จัดในต่างประเทศนะครับ เพราะเขาไม่รู้วัฒนธรรมของเราแต่ประการใด  ผมเคยเสนอในที่ประชุมประกวดว่า กติกาข้อหนึ่งที่ควรกำหนดไว้ คือ ต้องไม่ใช้เวลาเรียนในการซ้อมอย่างยาวนาน เช่น ไม่เรียนเป็นเทอมๆ เป็นต้น ผลคือ แทบโดนถีบออกจากห้องประชุม  เดี๋ยวนี้การประกวดวงโยในบ้านเรามีหลายสนาม ห้วงเวลาก็ไม่ค่อยจะดี เช่น ช่วงเดือนมกราคม เป็นเดือนสอบกลางภาค มีหลายวงเด็กไม่ได้สอบ หลายวงเด็กไปสอบแบบกามั่ว เพราะเข้าค่ายซ้อมยาวตั้งแต่ตุลาคม นอนโรงเรียน เปิดเทอมมาก็ว่าไม่ทัน ต้องงดเรียนซ้อมๆๆๆๆๆ รู้ตัวอีกทีเด็กไม่ได้เรียนมา 2 - 3 เดือนแล้ว 

   ผู้ใหญ่ที่สี่ คนเนี้ย โดนหนัก...ก่อนจะโดน ขอเข้าข้างก่อนครับ การประกวดวงดนตรีเนี่ย ไม่ได้ประกวดแบบวิ่งแข่ง ไม่มีที่หนึ่ง ไม่มีที่โหล่ แต่เป็นการแข่งแบบสอบในโรงเรียนนั่นแหละ เกิน 80 ก็ได้เหรียญทองทุกวงนั่นแหละ แต่บ้านเรา ชอบเหลือเกิน การเปรียบเทียบว่าใครเก่งกว่ากัน แม้กรรมการจะไม่บอก มันก็เที่ยวไปขุดคุ้ยหา หาไม่ได้ก็เดากันไปเดากันมา แล้วก็ชอบเดาเข้าข้างตัวเอง....ที่จะบอกคือ น้องๆเขาไปแข่งกะใคร คำตอบคือแข่งกับตัวเองครับ มีโอกาสได้เหรียญทองแดงหรือตกรอบเหมือนกัน  ฝรั่งเขาไม่เหมือนคนไทยนะ มีร้อยวง ตกรอบทั้งร้อยวงก็ได้ ไม่มีกันที่ 1 2 3 ไว้หรอก ... เรื่องเชิญเนี่ย ฝรั่งเขาถือนะครับ สิทธิ์ส่วนบุคคล เราไม่อยากไปเขาไม่เชิญหรอก ทุกปีเป็นเช่นนี้ อาจมีบ้างที่คณะกรรมการประกวดคุ้นเคยกับโรงเรียนหรือครู ก็เอ่ยปากหรือส่งจดหมายมาบอกว่า เฮ้! เราจะจัดประกวดละนะ ยูจะเข้าประกวดไหม? บางรายการก็ส่งไปตามรายการประกวดในประเทศ ก็เป็นสิ่งถูกต้องที่จะต้องให้โควต้าแชมป์หรือวงที่มีผลงานดีไปแข่ง แบบเดียวกับประกวดนางงามนั่นแหละ  แต่ถามว่าแชมป์ต้องไปไหม?...ไม่ต้องก็ได้ครับ....ไม่แชมป์ไปได้ไหม?....ได้ครับ  ไม่เคยประกวดยังไปได้เลย มีเงินไปหรือเปล่าเท่านั้นแหละ

     ทีนี้ ครูคุมวงเองนั่นแหละ ที่จะบอกเด็ก หรือ ปลูกฝังเด็กอย่างไร...ผมเข้าใจว่าทุกคนไม่ได้ดีทุกด้านรวมทั้งตัวผมเองด้วย แต่ผมอยากบอกว่า ครูเป็นอย่างไรเด็กก็เป็นอย่างนั้น สิ่งที่ผมวิงวอนเพื่อนๆ น้องๆ (พี่ๆบอกไม่ได้) ที่สอนวงดนตรีโรงเรียนทุกคนมาเสมอ และอยากนำเสนอถึงครูวงโยทุกท่าน คือ
1. เด็กไม่ใช่หนูทดลอง
2. พ่อ-แม่ เขาส่งลูกเขามาเรียนหนังสือ
3. มีไม่มากที่อยากให้ลูกเป็นนักดนตรี
4. ความต้องการของตลาดดนตรีมีน้อยมาก
5. ดนตรีมีไว้เล่นกับเพื่อน ไม่ใช่ศัตรู
ดังนั้น อย่าสั่งสอนอะไรที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าดีต่อตัวเด็กจริงๆ อย่าให้เด็กออกมาจากห้องเรียน อย่ายัดเยียดความเป็นนักดนตรีให้กับเด็กถ้าเขาไม่ต้องการจริงๆ เพราะมันจะจบมาแบบไม่มีงานทำ  ที่สำคัญผมจะสอนน้องๆและลูกศิษย์เสมอว่า ชัยชนะจากการประกวดไม่ได้พิสูจน์อะไรเรา เพียงแค่เราซ้อมให้เล่นได้อย่างที่ต้องการ นั่นก็คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดทั้งมวล เพราะมันคือการเอาชนะใจตนเองได้ขั้นหนึ่ง แล้วถ้าอยากเก่งจริงๆเราต้องมีเพื่อนมากๆ แล้วเราจะสามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบกว่าการอยู่ในกะลา ....(จริงๆแล้วเทศนาเรื่องนีได้ทั้งวัน)

     ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่คนเราต้องมี ความฝันเป็นสิ่งที่เราต้องตามหา เด็กเขาก็มีความฝันของเขา......... อย่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือเลยนะครับ .... เราได้สองขั้นหนึ่งที แต่เราทำลายเด็กทั้งชีวิตหรือเปล่า?

     กิจกรรมของโรงเรียนเป็นสิ่งที่ควรมีเป็นอย่างยิ่ง แต่เราไม่ควรสุดโต่ง  จริงแล้วการวิเคราะห์ผลดี-เสียระบบการศึกษาบ้านเรามีตัวช่วยอย่างดีเลย คือการศึกษาของญี่ปุ่น เราใช้ระบบเดียวกันเปี๊ยบ แต่เขาทำอะไรจริงจัง แปบเดียวเห็นผลละ ดูบอลโลกประไร จะว่าไปเขานำหน้าให้เราดูแล้วว่าอะไรดีไม่ดี ...โรงเรียนญี่ปุ่นเน้นกิจกรรมมาก เด็กทำกิจกรรมกันเอาเป็นเอาตาย ซ้อมเช้าซ้อมบ่าย แต่เวลาเรียนก็จริงจังเหมือนกัน...คนไทยที่ไปครูอยู่ที่นั่นให้ความเห็นกับสื่อว่า ญี่ปุ่นควรลดกิจกรรมลงบ้าง ไทยควรมีกิจกรรมให้เด็กมากกว่านี้...นั่นเพราะกิจกรรมของเด็กนักเรียนญี่ปุ่นมากจากเด็กไม่มีเวลาทำอย่างอื่น คือเรียนแล้วก็ซ้อม มันสร้างคนได้แต่มันก็อาจจะมากไปหน่อย เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้หยุดเลย  แต่ของไทยก็น้อยไป เน้นไปที่ห้องเรียนจนเด็กทำอะไรไม่เป็น(ดูให้รู้ โรงเรียนมัธยม)

     ....พ่อ-แม่เขาไว้ใจเขาถึงเอาลูกมาฝากไว้กับเรา หวังว่าเราจะสั่งสอนให้ลูกเป็นคนเก่งเป็นคนดี เขาอยากให้ลูกทำอะไรได้มากกว่าหนึ่ง ไม่ใช่แค่ท่องตำราอย่างเดียว  เรา รูงโ ก็ช่วยสนับสนุนให้เด็กของเรามีมากกว่าหนึ่งอย่างที่เขาคาดหวัง อย่าฉุดลากให้เขาต้องละทิ้งหน้าที่หลักของเขาเลย  ชาติยังต้องการอนาคตของเขาในการสร้างชาติอีกเยอะ ดนตรีทำได้แค่บำบัดจิตใจ เต็มที่ก็แค่สงเสริมการพัฒนา EQ  มันให้เด็กไปดาวอังคารไม่ได้หรอก...แค่ซื้อข้าวกินยังลำบากเลย!

   



วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

อันดับการศึกษาไทยในอาเซียน






     เราคงเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วว่า การศึกษาไทยในอาเซียนเราอยู่อันดับรั้งท้ายตามหลังลาว และกัมพูชา(ซะอีก) ซึ่งสร้างความตกใจให้แก่ผู้รับทราบข้อมูลนี้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาคงอึ้ง ทึ่ง งง ว่ามันเป็นไปได้ยังไง?


     จากข้อมูลที่ว่า หลายคนคงเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าคุณภาพทางการศึกษาบ้านเราอ่อนด้อย ประสิทธิภาพของโรงเรียนไม่เอาไหน ครูไม่ได้เรื่อง สู้ลาวก็ไม่ได้..บลาๆๆ... แต่เดี๋ยวก่อนครับ...

     ในความเป็นจริง การประเมินจัดอันดับการศึกษาที่หลายๆคนเอามาใช้ทิ่มแทงครูนั้น ไม่ใช่การเอาผลการสอบของผู้เรียนมาเปรียบเทียบกันด้วยวิธีการตรงๆหรือสูตรซับซ้อนที่ไหน และไม่ใช่การประเมินจากความสามารถทางการเรียนของนักเรียนด้วยซ้ำไป...แล้วอันดับมาจากไหน?..

     อันดับที่ว่านี้ เป็นข้อมูลที่จัดทำโดย WEF หรือ World Economic Forum ซึ่งจัดอันดับทั้งโลก(ที่เป็นสมาชิกเข้าร่วมโครงการประเมิน) โดยข้อมูลมาจากการจัดทำอันดับความสามารถทางการแข่งขันนานาชาติ ซึ่งก็มีการประเมินหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงการศึกษาด้วย โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 หมวด ได้แก่ ปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยการยกระดับประสิทธิภาพ และปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ

     ทั้งนี้ วิธีได้มาซึ่งข้อมูล WEF จะให้น้ำหนักกับการสำรวจความคิดเห็นและการให้คะแนนของผู้ประกอบการภาคธุรกิจถึง 2 ใน 3 อีก 1 ส่วนจะมาจากข้อมูลทางสถิติขององค์กรต่างๆของสหประชาชาติ ซึ่งจะเห็นว่า ไม่มีการนำข้อสอบมาวัดเทียบกันแต่อย่างใด!

     WEF ประเมินการศึกษาไทย 2 ระดับ คือ ประถม และการศึกษาขั้นสูงอันรวมถึงมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งผลก็คือ ด้านประถม(ซึ่งรวมถึงการสาธารณะสุข) ไทยอยู่ที่ 81 ของโลก และที่ 7 ของอาเซียน
     ด้านการศึกษาขั้นสูง ไทยอยู่ที่ 66 ของโลก และที่ 5 ของอาเซียน


     โปรดอ่านท้ายตาราง...จะเห็นว่าคะแนนมาจากการให้คะแนนของสถานประการในธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องของมุมมองและความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อการศึกษาว่า มีความสามารถในการตอบสนองต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพียงใด

     นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นซึ่งประเมินการศึกษาของแต่ละประเทศด้วยแง่มุมที่ต่างออกไป เช่น IMD ซึ่งแสดงดัชนีด้านต่างรวมถึงด้านการศึกษาที่ดูแล้วละเอียดยิบๆ ไม่ว่าจะเป็นดัชนีด้านการพัฒนามนุษย์ ด้านการเรียนรู้ของเพียร์สัน(การเรียนรู้โดยใช้สติปัญญา) ดัชนีTIMMS(ผลการเรียนคณิต วิทย์)  ดัชนีเพิร์ล(ทักษะการอ่าน) แต่ก็ยังคงใช้ข้อมูลจากความคิดเห็นของภาคธุรกิจต่อคุณภาพทางการศึกษาในการตอบสนองความต้องการของระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

       ภาษาบ้านๆง่ายๆก็คือ คะแนนนี้มาจากการไปถามผู้ประกอบการว่า การศึกษาของไทยดีหรือไม่? ให้
คะแนนเท่าไหร่?... ซึ่งแน่นอน ผู้บริหารภาคธุรกิจย่อมมองว่า แรงงาน และลูกจ้างของตนนั้นมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร โดยเฉพาะช่วงรับมาทำงานใหม่ๆ ซึ่งสามารถพิจารณาได้ว่า สิ่งที่เรียนรู้มาจากระบบการศึกษาสามารถนำใช้ปฏิบัติงานได้มากน้อยเพียงใด

     ถ้าไม่นับรวมอคติของผู้บริหารภาคธุรกิจ เราคงต้องยอมรับความจริงกันว่า สิ่งที่เรียนในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้เพียงครึ่งเดียวหรือไม่ถึงครึ่ง  พนักงานใหม่ต้องเข้ารับการอบรม เทรนนิ่ง ศึกษางานเป็นหลายๆเดือนกว่าจะเทิร์นโปร พูดง่ายๆคือ ต้องไปเรียนรู้งานที่ต้องทำกันใหม่

     คำถามคือ เราสอนและเรียนอะไรกันอยู่ ในเมื่อเด็กไทยเรียนมากเป็นอันดับต้นๆ น้องๆญี่ปุ่น แต่ทำไมเรียนแล้วถึงนำไปใช้ไม่ได้ หรือเราเรียนสอนกันไปแบบวันต่อวัน ให้สอนอะไรก็สอน ให้เรียนอะไรก็เรียน วัดกันที่ว่า สอบได้ที่เท่าไหร่ เกรดอะไร ไม่ได้มองไปถึงอนาคตของความรู้ที่จะนำไปใช้ หรือไม่ก็ลืมไปแล้วว่าเราเรียนวิชานี่เพื่ออะไร

     สิ่งที่ท่านๆอ่านแล้วจะได้รู้เสียที คือ อันดับการศึกษาของไทยร่วงหล่นอยู่รั้งท้าย คงมิใช่เพราะทำข้อสอบได้คะแนนน้อย แล้วก็เอาข้อมูลมาทิ่มแทงครูว่าไร้ประสิทธิภาพ ตกอกตกใจกันไปเรื่อย ลามปามไปถึงการวัดผลทางการศึกษาระดับชาติ ที่เร่งเอาเป็นเอาตาย มุ่งจะเพิ่มคะแนนสอบให้สูงขึ้นทุกปีๆจนต้องเอามาโยนบาปใช้ประเมินความดีความชอบให้ครู        แต่เป็นเพราะภาคธุรกิจไม่มีความมั่นใจต่อระบบการศึกษา คือ เรียนแล้วทำงานไม่ได้จริงว่าอย่างนั้น  แล้วบุคลากรทางการศึกษาจะพิจารณาเรื่องนี้กันอย่างไร ก็ตามแต่จะเห็นกัน 
     แค่ไม่อยากให้เข้าใจว่าเด็กไทยไร้สมอง ทำข้อสอบสู้เพื่อนบ้านไม่ได้....ก็เท่านั้น....

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

wifi SD card + iPad

     สวัสดีครับ หายไปนานมากกก เนื่องจากมีภาระกิจติดพัน หันไปทำงานอื่นเสียมาก ไม่มีเวลามาโพสบล็อกเลย จริงๆ เรื่องนี้ก็กะว่าจะโพสนานแล้ว แต่ตอนแรกยังไม่โพสเพราะยังไม่ได้ลอง พอลองแล้วก็ไม่ได้โพส(ลืม)...อะเข้าเรื่องดีกว่า...
     เรื่องมีอยู่ว่า จากที่เคยใช้สาย USB เสียบ sync กล้องกับคอมด้วยโปรแกรม LR แล้ว ก็อย่างที่บอกครับ ไฟดูดเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช่แค่กังวัลเรื่องไฟจะดูดตายนะครับ(มันไม่แรงขนาดนั้น) แต่เป็นห่วงกล้องนี่สิ ไฟรั่วแบบนั้นกล้องต้องได้รับอานิสงค์ไปด้วยแน่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีแน่นอน เลยตัดใจซื้อ wifi SD card ซึ่งตอนที่ซื้อก็หาเจออยู่ยี่ห้อเดียว(ที่ขายในไทย) ก็คือ Eye-fi
ตอนที่ผมซื้อมี 2 รุ่น และ 2 ขนาด คือ Pro กับ ธรรมดา ข้อแตกต่างหลักๆคือ รุ่น Pro จะส่งไฟล์ RAW ได้ ขนาดตอนนั้นก็มี 4 GB และ 8 GB คนขายบอกให้คอย 16 GB กำลังจะมา...ผมรอไม่ไหวละ สอยแล้วล่ะ
     ผมก็คงเหมือนกับท่านๆที่เข้ามาอ่านล่ะครับ กว่าจะซื้อได้ ก็มีคำถามมากมาย คุ้มไหม? ใช้งานได้จริงรึเปล่า? กินแบตรึเปล่า? ฯลฯ เพราะราคาค่าตัวก็ไม่ใช่น้อยๆ ตอนผมซื้อก็สามพันกว่า เหงื่อตกเหมือนกัน แต่ก็คิดในใจว่าคงลดขั้นตอนในการถ่ายไฟล์ไปลงคอมได้ไม่มากก็น้อยน่า....แต่ปัญหาก็เกิดอีก...
     ผมซื้อมาโดยมีจุดประสงค์แรกคือใช้ในสตูฯ(จำเป็น)ที่ต้องถายภาพนักเรียนเป็นร้อยๆ พอใช้ไปสักพัก...ติดใจแฮะ...แต่อยากจะบอกว่าการส่งไฟล์ RAW เต็มไซส์นั้น ช้าเหลือจะเอ่ย แต่ก็นะ กว่านักเรียนหนึ่งคนจะผ่านกระบวนการกว่าจะได้ถ่ายจริงๆก็ตกคนละ 4 - 5 นาที ก็นานพอจะส่งไฟล์ทางไร้สายได้โดยไม่ต้องมาถอดการ์ดไปเสียบคอมตอนหลังละกัน
     พอออกสนามก็อยากให้มีคอมติดตัวไปด้วย...ปรากฎว่า...มี APP ในสมารท์โฟนทั้งค่ายหุ่นเขียวและแอปเปิ้ลให้เลือกใช้...โอวววว...พระเจ้าจอร์จมันยอดมากกกก ถ่ายปุ๊ป ภาพไหลลง iPAD ปั๊ป แชร์ปุ๊ป! ไปสัมนา ทริปเที่ยวกับเพื่อนๆ Online กันทันที...สุดยอด! 
     วิธีการของเจ้าการ์ด Eye-fi นี้ก็คือ มั้นจะส่งสัญญาณ wifi ออกมาจากการ์ด โดยไม่ต้องพึ่งความพิเศษใดๆของกล้อง กล้องธรรมดาก็ใช้ได้ แต่พอดีเจ้า D7000 ของผมมันรู้จัก wifi SD ซะด้วย แต่ประโยชน์ที่ผมได้ใช้ก็คือ ดูได้ว่ามันกำลังส่งไฟล์อยู่หรือกำลังอึ้งอยู่...
     วิธีใช้งานก็คือ ขั้นแรกต้องตั้งค่าการใช้งานก่อน ซึ่งก็มีอยู่หลายลักษณะพอสมควร ตั้งแต่จะให้ใช้ wifi อันไหน หรือจะโหมด Direct  จะส่งเข้าคอมเครื่องไหน โทรศัพท์ หรือ แท๊ปเลตเครื่องไหน ส่งไฟล์อะไรบ้าง jpeg อย่างเดียว หรือ RAW หรือส่งทุกอย่างรวมทั้งไฟล์ VDO ด้วย..."-.-


     ผมทำแบบนี้ครับ (คิดแล้วก็รู้สึกดีที่เลือกเจ้า D7000 ที่มี 2 แม็ก) ผมเอาSDการ์ดปกติใส่ไว้ช่องที่1 ตั้งค่ากล้องให้บันทึกไฟล์ RAW เอา Eye-fi ใส่ช่อง2 ตั้งให้บันทึกไฟล์ jpeg  ก่อนจะเอา Eye-fi ไปใช้ ผมก็ตั้งค่าให้เป็น Direct mode ให้ส่งไฟล์แบบส่งเสร็จลบเลยไม่ต้องบันทึกลงการ์ด  พอเสียบการ์ดเข้ากล้อง ก็จัดการเอา iPAD ติดตั้งแอพของ Eye-fi ที่มีให้โหลดได้ฟรีซะก่อน แล้วก็ทำโปรไฟล์ wifi ให้ต่อได้กับ Eye-fi  พอต่อกันติดก็ ยิงๆๆๆๆๆแล้วก็ยิงๆๆๆๆๆ การ์ดธรรมดาช่องหนึ่งเต็มก็เปลี่ยนการ์ดอันใหม่ เจ้า Eye-fi ช่องสองไม่มีวันเต็ม เพราะตั้งค่าไว้ให้ส่งไฟล์เข้า iPAD แล้วลบเลย ... ผมเคยไปทริปหมดเมม 16 GB ไป 2 อัน 32 GB อีก 1 อัน อันละสองรอบ ผมไม่เคยถอด Eye-fi ออกจากกล้องซักกะที ยังได้อีกต่อคือ ผม sync อัลบั้ม camera roll ไว้กับ Google พอถึงบ้าน รูปที่อยู้ใน iPAD ก็ทยอย copy ไปลงใน google+ หรือ picasa หรือ iCloud หรือ อื่นที่เราชอบได้เองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย...555+


...แต่เดี๋ยวก่อน...
     ปัญหาที่พบคือ อย่างที่บอกครับ ไฟล์ RAW อืดสุดๆ ที่สำคัญ เผลอตั้งค่ากล้องผิดปล่อยไฟล์ RAW เข้า iPAD ได้ล่ะก็...หุหุ.. ส่งช้าไม่ว่า แอพของ Eye-fi เอง กลับเปิดภาพไฟล์ RAW ไม่ได้ เห็นแค่เป็น Thumbnail ที่เจ็บกว่านั้น ไฟล์ถูกแปลงเป็น TIFF โอนเข้า LR ก็มีปัญหาไม่น้อย แถมแอพดูไฟล์ RAW ก็หายาก หรือไม่ก็ แพงงงส์ 
     ถามว่า Eye-fi กินแบตไหม...ขอตอบว่า พอสมควรเลยครับ แต่ก็ไม่ได้มากมายจนถึงกับจอดตั้งแต่หัววันเพราะแบตหมดแต่ประการใด  จากการใช้งานจริง ผมถ่ายเรื่อยๆทั้งวัน ก็ใช้แบตประมาณ 2 ก้อน เพราะไฟล์ jpeg ส่งเร็ว ที่สำคัญจุดประสงค์ของผมคือใช้ไฟล์ jpeg แชร์ตาม social ดังนั้นผมจึงตั้งขนาดเป็น M เท่านั้น พอส่งเรียบร้อยมันก็จะสลีปละ และผมเองก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาคอยมันส่งจนเสร็จ พอไม่ได้ถ่ายซักพัก เช่นขึ้นรถ ผมก็ปิดกล้อง พอช่วงที่เราลงเดินเปิดกล้องถ่าย การ์ดมันก็จะ"แอบ"ส่งไฟล์ไปเรื่อยๆ รู้อีกทีมันก็ส่งครบหมดแล้ว....ซำบายยยย...ช่วงอยู่บนรถก็เอารูปที่ iPAD ได้รับ แชร์ไปตาม social รับ like กันไปเต็ม...ก็เล่นแชร์กันซะเกือบจะ real time ขนาดนั้น กล้องอื่นภาพยังนอนอยู่ใน mem อยู่เลยยย...พี่น้องคร๊าบบบบ.....

     สมครซื้อไหม?....ต้องพิจารณาความต้องการของแต่ละคนครับ อย่างผม iPAD ก็มีอยู่แล้ว ซื้อ eye-fi มาก็เพื่องานสตูฯ...แต่ช่วงว่างงานสตูจะเก็บไว้เฉยๆทำไมล่ะ....ได้ประโยชน์ในงานสตูเต็มๆครับ แต่ออกทริปเนี่ย ขำๆเอาสนุกกับเพื่อนฝูง เพราะผมไม่เห็นประโยชน์ที่เราจะซึือกล้องมาแล้วซื้อ Eye-fi อันเดียว หวังถ่ายแล้วโอนลง iPAD ... พระเจ้า iPAD มันก็มีเมมแค่ 16 32 64 128 GB พอๆกับเมมกล้องล่ะครับ เดี๋ยวจะต้องมาปวดหัวกับเปลี่ยน iPAD หรือ เมมในโทรศัพท์กันอีก... นอกจากแชร์โซเชี่ยลแบบ real time แล้ว ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นใดๆอีกนอกจากมองเห็นภาพใหญ่ๆชัดๆ ถ้าเป็นตากล้องถ่ายงานนอกสตูฯก็น่าจะมีประโยชน์ ผมเคยใช่ถ่ายงานรับปริญญาสองครั้ง น้องๆเขาถูกใจใหญ่ครับ กล้องเล็กที่น้องเขาเอามาถ่ายเพื่อนไม่เอาละวางทิ้งซะงั้น เอา iPAD ผมไปถืออย่างเดียวเลย ไม่ชอบใจก็บอกให้ผมถ่ายใหม่ๆ ดีเหมือนกันครับ ไม่มีคนมาขอดูหลังกล้อง ส่องไปส่องมากล้องจะหล่น 

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ถ่ายภาพบันทึกลงคอมทันทีด้วย LIGHTROOM

     หลายคนคงเคยถ่ายภาพแบบสตูดิโอ(จำเป็น) เช่น รับหน้าที่ถ่ายภาพหน้าตรงนักเรียน แล้วก็ต้องทำสตูดิโอแบบตามมีตามเกิด ใช้กล้อง DSLR ถ่ายภาพ แล้วก็มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบภาพเพราะ LCD หลังกล้องไม่ดีพอที่จะตรวจสอบรูป บางครั้งต้องเสียเวลาถ่ายภาพใหม่ เห็นเขาถ่ายภาพแบบขึ้นจอคอมแบบทำบัตรประชาชนที่เขต ก็เลยอยากลองทำบ้าง ขอบอกก่อนว่า กล้องที่ผมใช้เป็นนิคอนนะครับ แต่ชาวหนอนคงพอไปประยุกต์ได้ และที่ผมต้องการต่อภาพออกข้างนอกก็เพราะ อยากเห็น live view ใหญ่ๆ สั่งถ่ายภาพผ่านคอมโดยไม่ต้องเสียตังค์ซื้อรีโมท และพอถ่ายแล้วเห็นภาพหน้าจอคอมได้เลย และไฟล์ที่ถ่ายก็อยู่ในคอมเลย ไม่ต้องมานั่งโอนถ่ายไฟล์กันอีก
     โปรแกรมที่ผมพบว่าทำได้คือ Lightroom และโปรแกรมของนิคอนเอง คือ camera control ซึ่งทั้งสองโปรแกรมมีข้อดีข้อเสียคนละอย่างสองอย่าง ต้องเลือกใช้เองครับ
     ใน LR มีฟังก์ชั่นเชื่อมต่อกล้อง โดยเข้าไปที่เมนู File > Tethered Capture > Start Tethered Capture

ตั้งชื่อ Collection และค่าอื่นๆ ตามต้องการ 
เมื่อกด OK แล้ว LR จะทำการ sync กับกล้อง ให้รอสักครู (เท่าที่ผมลอง นานประมาณ 1 นาทีกว่า) ถ้ากล้อง และ LR สนันสนุนซึ่งกันและกัน ที่แถบเครื่องมือก็จะปรากฎชื่อกล้องและค่าที่ตั้งไว้ ก็พร้อมถ่ายภาพแล้ว
จะเห็นว่าของผมไม่มีชื่อกล้องขึ้น เพราะ LR ที่ใช้เป็น 3.3 ไม่ support กล้อง D7000 เนื่องจาก D7000 ไม่มีคำสั่งที่กล้องเรื่องการเชื่อมต่อ USB และ D7000 เมื่อเสียบ USB แล้ว จะไม่เห็นเป็น storage เหมือนกล้องรุ่นอื่น จะเห็นเป็น Device อุปกรณ์หนึ่ง ดังนั้นต้องหา LR เวอร์ชั่นที่รองรับ เช่น 3.4(เขาว่ากันอย่างนั้น) ขึ้นไป หรือ เวอร์ชั้น 4 ก็ได้ แต่ผมลองกับ 3.6 เครื่องที่บ้านทำงานได้ดี 
     ข้อดีของการใช้ Tethered capture ของ LR คือ ภาพจะถูกบันทึกไปที่ Folder ที่เราตั้งไว้ และ LR ก็จะ Import ภาพมาให้อัตโนมัติในทันที  ข้อเสียคือ การถ่ายภาพต้องมองที่ช่องมองภาพของตัวกล้อง LV จะถูกตัดการทำงานเมื่อเสียบ USB และ LR เอง ก็ไม่มี LV ให้ดู ข้อเสียอีกประการคือ ในเมื่อต้องมองช่องมองภาพเพื่อถ่ายภาพ สาย USB นี่ช่่างเกะกะเสียนี่กระไร...ไฟดูดอีกต่างหาก!!...จื๊ดๆ..



วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มาใช้ Google Drive กันดีกว่า

   
     Google คือ search engine ชื่อดังบนโลกอินเทอร์เน็ต ...ใครก็รู้...แล้วมีแค่นั้นหรือ???....ไม่ครับ ไม่ได้มีแค่นั้น สำหรับผม Google เป็น"ของฟรี" อันยิ่งใหญ่ที่เราจะสามารถหาได้ในโลกอินเทอร์เน็ต
 
     เชื่อหรือไม่ ผมไม่มี Flash drive เป็นของตัวเองมานานกว่า 6 ปีแล้ว แต่ผมก็สามารถโอนย้ายถ่ายข้อมูลของผมไปได้ทุกที่  อุปกรณ์เก็บข้อมูลของผมมีแค่ SD card 2 แผ่นในกล้องถ่ายรูปของผม micro SD ที่อยู่ในโทรศัพท์ขนาด 2 GB แล้วก็ ext.harddisk 500 GB 1 ตัว ซึ่งผมสงวนไว้เก็บภาพจากกล้องเท่านั้น ... แล้วผมย้ายข้อมูลได้อย่างไร? คำตอบคือ ผมใช้เครือข่ายครับ ผม share ข้อมูลในเครือข่ายในที่ทำงาน และสมัครใช้ Google นี่แหละครับ

     บริการของ "กู" มีมากมาย ได้แก่ E-mail ที่เรียกกันว่า GMail ,แผนที่ ,ปฏิทิน ,อัลบัมภาพถ่าย และ Google drive พระเอกของผม

     Google Drive เป็นบริการเก็บข้อมูลบนเครือข่าย internet ที่ให้พื้นที่ฟรีๆ 5 GB มากมายเหลือเฟือสำหรับงานเอกสารทั่วไป ถ้างานของคุณไม่ใช่ภาพยนตร์ระดับ HD ล่ะก็ ขอบอกว่า "ทิ้ง flash drive ไปเถอะครับ"

     ก่อนที่คุณจะใช้ "ไดรว์กู"ได้ คุณก็เพียงสมัคร GMail ให้เรียบร้อย คุณก็จะได้สิทธิ์ในบริการฟรีมากมายของ"กู" โดยไม่ต้องสมัครเพิ่ม  และเมื่อสมัครแล้ว ก็พิมพ์ในช่อง URL ว่า www.google.co.th แล้วทำการ Login โดยใช้ username และ password ตามที่คุณสมัคร GMail ไว้ พอกอปุ่ม Login คุณก็จะเห็นหน้า search ตามปกติ...แต่ลองสังเกตุให้ดี บริเวณมุมขวาบน คุณจะเห็นชื่อ mail ของคุณในแถบสี

     แถบสีด้านบน จะเห็นเมนูต่างๆ เรียงแถวอยู่  ลองคลิ๊กไปตรงคำว่า "ไดรว์" หรือ "Drive"ในภาษาอังกฤษ...หน้าเพจของคุณจะเปลี่ยนไปที่ Google Drive และพร้อมใช้งานแล้ว



   ปุ่มทางซ้ายมือ คือปุ่มสำหรับ upload ข้อมูลของคุณไปเก็บไว้ที่ Google drive เพียงกดปุ่มรูป harddisk แล้วเลือกแฟ้มข้อมูลจากในเครื่องของคุณ ทำการ"ตกลง" กับ google เสียทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบไฟล์ให้เป็นรูปแบบ "เอกสาร Google" ... จัดการ upload เสีย กำหนดให้แฟ้มนั้นเป็น "ส่วนตัว" หากจะเก็บไว้ใช้คนเดียว หรือ กำหนดเป็น "สาธารณะ"เพื่อเผยแพร่(ทั้งโลก)แก่ผู้อื่น...ออก และ Logout จาก Google ปิดเครื่องที่บ้าน ไปเปิดเครื่องที่ทำงาน Login เข้า"กู" เข้า "ไดรว์กู" ติ๊กเครื่องหมายถูก กดปุ่ม"เพิ่มเติม" เลือก Download เซฟลงเครื่องที่ทำงาน ทำงานต่อ รอรับสองขั้น ไม่ต้องปวดหัวกับ flash drive ไม่ว่าจะเป็นการลืม หาย เพื่อนยืม ฯลฯ ที่สำคัญ ปลอดไวรัส...

     ข้อเสียอย่างเดียวของระบบนี้คือ คุณต้อง Online ได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ผมแนะนำว่า ถ้าจะซื้อโทรศัพท์ ควรซื้อ smart phone มาใช้ซะ!  ไฮโซก็กด iphone ยากจนก็กัดฟัน android 4-5 พัน ซักเครื่อง ซื้อโปรเน็ตเล็กๆไว้เผื่อเน็ตที่ทำงานล่ม Download ลงโทรศัพท์ ต่อสาย(จำเป็นนี่นา)เข้าคอมก็ทำงานได้ (จริงๆมีวิธีโอนไฟล์เข้าคอมฯโดยไม่ต้องเสียบสายโดยใช้ app แต่ต้องมี wi-fi)

ความรู้เกี่ยวกับคอมฯ: SERVER คืออะไร(แบบภาษาชาวบ้าน)

     เราคงเคยได้ยินคำว่า server(อ่านว่า เซิฟเวอร์)อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือเล่นเกมส์ เรามักโทษการที่เข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้ว่า "server ล่ม" ... แล้ว server จริงๆคืออะไร? ทำไมต้องเรียกserver? มีserverไว้ทำไม?

     คำว่า server แปลว่า ผู้ให้บริการ...เราใช้เรียกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการบางอย่างในระบบเครือข่าย ซึ่งอันที่จริงแล้ว server มีหลายประเภทหลายชนิด แต่เรามักเรียกรวมๆว่า server

     server ที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อดีตคือ File server คือ server ที่ให้บริการแฟ้มข้อมูลซึ่งมักเก็บแฟ้มข้อมูลในการทำงานไว้ที่ server เพื่อให้ผู้ใช้ในองค์กร(ซึ่งมีมากกว่า 1 คน) สามารถเข้าถึงแฟ้มข้อมูลที่ต้องการได้อย่างทันทีและเป็นปัจจุบัน  ในยุคปัจจุบัน server ที่มีจำนวนมากในโลกคือ web server ซึ่งก็คือ server ที่คอยให้บริการข้อมูลผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งเราจะเห็นในรูปแบบต่าง เช่น หน้า web page ของหน่วยงานต่างๆเป็นต้น ในทางความเป็นจริงในเรื่องของการวางระบบเครือข่ายไม่ว่าขนาดใด จำเป็นต้องมี server มากกว่า 1 ชนิดในการให้บริการข้อมูล แต่โดยหลักการสำคัญก็คือ server จะเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทรัพยากรต่างๆในเครือข่ายให้แก่ผู้ใช้ในระบบเมื่อร้องขอ

     คำว่า server เป็นคำที่ใช้เรียกส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ที่มาทำงานร่วมกัน 2 สิ่ง คือ ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมระบบปฏิบัติการ ซึ่งทั้งสองอย่างมักถูกสร้างมาเพื่อใช้ในการเป็น  server โดยเฉพาะ

     เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็น server อาจต้องมีประสิทธิภาพสูงหรือประสิทธิภาพธรรมดาเหมือนเครื่องตามบ้านก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้านใด และมากน้อยเพียงใด  หลายคนอาจเข้าใจว่า server คือเครื่องคอมพิวเตอร์วิเศษสุดและมีประสิทธิสูงจนบางคนฝันอยากจะซื้อไปเล่นเกมส์แรงๆ ซึ่งในทางความเป็นจริง server เป็นแค่คอมพิวเตอร์ที่มีแค่ความอดทนสูง และมีความเร็วเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปผู้ดูแลระบบมักเลือก spec. ด้านใดด้านหนึ่งเท่าที่จำเป็นเพื่อลดค่าใช้จ่าย

     จุดมุ่งหมายของ server มีความชัดเจนเฉพาะด้านคือจะต้องสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชม. 7 วันต่อสัปดาห์ได้โดยไม่หยุด และต้องสามารถปกป้องข้อมูลของผู้ใช้ให้ปลอดภัยที่สุด นั่นคือต้นเหตุทำให้ server มีราคาค่าตัวสูงกว่าคอมพิวเตอร์ตามบ้านทั่วไป เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆภายใน server ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานในลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาะ คือ ทนทาน!! ชิ้นส่วนจึงต้องใช้วัสดุคุณภาพสูงกว่าปกติจึงทำให้ราคาสูงขึ้นตาม

     เหตุที่อุปกรณ์ server มีราคแพงเพราะเน้นความรวดเร็ว แม่นยำ และทนทาน เช่น Harddisk ของ server โดยเฉพาะจะเป็นชนิด SCSi หรือเรียกกันติดปากว่า สกัสซี่ มีราคาแพงกว่า Harddisk ทั่วไปประมาณ 4 เท่า เนื่องจาก Harddisk ชนิดนี้จะมีความเร็วเบื้องต้น(ในทางทฤษฎี)มากกว่า Harddisk ตามบ้านมากกว่า 2 เท่า เพราะ Harddisk ชนิดนี้สามารถอ่านและเขียนได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างจาก Harddisk ATA ทั่วไปที่ต้องทำทีละอย่างสลับกันไป

     การใช้งาน server ก็แตกต่างจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป คือ server มักจะไม่ถูกใช้งานผ่านหน้าเครื่องยกเว้นกรณีซ่อมบำรุง หรือ ติดตั้งโปรแกรมบางอย่างที่ใช้งานบน server เพราะการใช้งานหน้าเครื่องมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น อาจติดไวรัสจากแฟลชไดรว์ หรือ อาจทำให้โปรแกรมหลักของ server เสียหายโดยไม่ตั้งใจ เป็นต้น

     โปรแกรมที่ติดตั้งบน server ก็ไม่ใช่อันเดียวกันกับคอมพิวเตอร์ตามบ้าน หากเป็นตระกูล Windows เราก็จะเห็น  Windows XP หรือ Windows 7 ในเครื่องตามบ้าน หากเป็น server ก็จะใช้ Windows 200X server เป็นต้น หรือ บางกรณีอาจใช้ Linux แทน หรือ อาจเป็น Unix ในระบบใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น ซึ่ง"โปรแกรม"ที่อยู่บน server นอกจากจะเป็นโปรแกรมจัดการระบบ OS แล้ว ยังมีความสามารถในการให้บริการ และควบคุมเครื่องในเครือข่ายได้อีกด้วย

     Windows Server 2008 R2 เป็น server OS ที่ได้รับการกล่าวถึงมากในตอนนี้ เนื่องจากมีความสามารถมากมาย สามารถให้บริการได้หลายประเภทในเวลาเดียวกันโดยไม่ซื้อโปรแกรมเพิ่ม ที่สำคัญ windows server 2008 R2 ตัวนี้ สามารถควบคุมผู้ใช้ได้ครอบคลุมทุกกรณีไม่ว่าจะย้ายไปทำงานที่เครื่องใด ที่"เจ็บ"ก็คือ สามารถควบคุมเครื่องในเครือข่ายได้โดยไม่ต้องไปจัดการที่เครื่องลูกข่ายเลย กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงอุปกรณ์ของเครื่องลูกข่ายได้ ไม่ว่าจะเป็น มองไม่เห็นไดร์วC ไม่สามารถใช้แฟลชไดร์วได้ มองไเห็นหรือม่เห็นคอนโทรลใดๆ กำหนดเวลาในการเข้าถึงเครือข่าย(LAN) หรือ อินเทอร์เน็ตได้เป็นเวลา จนถึงกำหนดหน้าจอเครื่องว่าจะให้ใช้แบคกราวด์แบบใดยังได้เลย

     ความสามารถที่กล่าวมาข้างต้น ผู้คิดค้นทำขึ้นมาก็เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลในเครือข่าย เพราะการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายก็คือมองเห็นประตูทางเข้าสำนักงานอยู่ตรงหน้าแล้วแต่ไม่มีบัตรผ่านเท่านั้นเอง ถ้าเป็นโจรก็คือรอยามเผลอเท่านั้นเอง ความปลอดภัยที่เหนือกว่านั้นคือ"ซ่อน" ทางเข้าไม่ให้ใครรู้ หรือ "ล๊อค"ทางเข้าไว้เสมอ ซึ่งความปลอดภัยของข้อมูลในเครือข่ายขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานทุกระดับที่ต้องช่วยกันระวัง อันได้แก่

1. ตั้ง Password ทุกเครื่อง และต้อง Log Out ออกเสมอเมื่อเลิกใช้งาน
2. เปลี่ยน Password บ่อยๆ  และไม่ควรจด password ไว้ในกระดาษ รวมถึงไม่ควรบอก password ผู้อื่นไม่ว่ากรณีใด
3. ตั้ง User บนเครื่องให้ใช้ของใครของคนนั้น ต่อให้เป็นเครื่องที่ไม่ได้ต่อ network ก็เถอะ และไม่ควรทำ Auto Log on
4. ทำตัวให้เลิกกลัวระบบ network - อินเทอร์เน็ต และเรียนรู้มัน  "หัด" share ข้อมูลในเครือข่าย และควบคุมข้อมูลของคุณ
5. ควรกำหนดให้เครื่องของคุณเป็นสมาชิกของโดเมนหากทำได้ โดยการติดต่อผู้ดูแลระบบของคุณ เพราะการเป็นสมาชิกโดเมนจะได้รับการคุ้มครองโดย server โดยตรง
6. หลีกเลี่ยงการ Log on โดยใช้ use name ว่า administrator และควร Log on โดยใช้ user name ที่มีสิทธิ์น้อยที่สุดที่คุณมี
7. ปิด user name ที่ชื่อว่า Guest เพื่อป้องกันคนแปลกหน้ามาใช้เครื่อง
8. ถ้าเครื่องนั้นมีคนใช้ร่วมกับคุณ พยายามอย่าเก็บข้อมูลของคุณไว้ที่อื่นนอกจาก My Document ของคุณ เพราะ My Document จะไม่สามารถมองเห็นได้โดยผู้ใช้อื่น แต่ถ้าคุณเก็บข้อมูลไว้ที่ไดรว์ D ทุกคนจะสามารถเข้าถึงมันได้โดยอิสระจากหน้าเครื่อง
9. สำหรับผู้ติดตั้ง windows เอง ควรกำหนด password ตอนติดตั้งให้แข็งแรง อย่าใช้เบอร์โทร หรือแม้แต่เลขประจำตัวประชาชนของคุณ
10. หลีกเลี่ยงการใช้แฟลช์ไดรว์โดยไม่จำเป็น เพราะไวรัสเก่งกว่าที่คิด ส่วนที่แม้แต่ admin ยังแก้ไขไม่ได้ง่ายๆ แต่ไวรัสสามารถแก้ไขได้เฉยเลย แม้คุณจะใช้ username ที่มีสิทธิ์น้อยที่สุดก็ตาม ควรหันไปแชร์ข้อมูลผ่านทางเครือข่ายแทน
11. ล๊อคห้องทำงานของคุณเสมอถ้าทำได้ และยิ่งมีความจำเป็นมากหากห้องของคุณมี server ตั้งอยู่ เครื่องคอมพิวเตอร์หากสามารถล๊อคกุญแจเคสได้ก็จะดีมาก
12. ข้อสำคัญ อย่าทำงานสำนักงานที่หน้าเครื่อง server โดยเด็ดขาด เพราะคุณอาจเป็นผู้ทำ server"ล่ม"

     เมื่อทำได้ทั้ง 12 ข้อแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลระบบ ข้อมูลของคุณก็จะปลอกภัย 100% ที่สำคัญคือ ผู้ที่มี server อยู่ในครอบครอง ควรใช้ server ให้เกิดประโยชน์ และถูกหน้าที่ของมัน อย่าไปเสียเงินมากมายเพื่อเอา server มา"ยำ"เละ ลดระดับลงมาเป็นเครื่องธรรมดาบ้านๆ เสียดายเงินครับ...

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การปฏิรูปการศึกษาในสายตา"คนอื่น"

     2 สัปดาห์นี้ผมต้องวนเวียนไปอบรมที่ต่างๆหลายวัน เรื่องที่อบรมก็เป็นหัวข้อต่างๆกันไป แต่ที่น่าสังเกตุคือ ไม่ว่าจะไปอบรมเรื่องใด นักวิชาการก็มักพูดถึงกระบวนการ หรือ แนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ประเทศไทยกำลังดำเนินอยู่ และมักโยงไปถึงการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558  ผมได้มีโอกาสฟังวิทยากรบรรยายทั้งสิ้น 4 คน ทั้งหมดพูดเรื่องการศึกษาด้วยวิธีการต่างๆกัน ตลอดจนการมองการศึกษาและแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ต่างกัน แต่...นักวิชาการที่ผมได้มีโอกาสฟังบรรยายในช่วงนี้ ไม่ใช่นักวิชาการศึกษาที่มาจากหน่วยงานบริหารการศึกษาอย่างที่เคยผ่านมา ผมต้องแปลกใจที่ผู้บรรยาย 2 ใน 4 เป็นนักรัฐศาสตร์ อีก 1 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญการศึกษาแต่ก็ไม่ได้เป็นนักการศึกษามาตั้งแต่แรก(มาเป็นตอนเรียน ป.เอก) ด้วยความที่เป็น ดร. คำพูดคนพวกนี้จึงมีน้ำหนักในสังคม คนอย่างผม ป.ตรี ธรรมดา พูดอะไรก็ผิดไปหมด คิดอะไรแปลกว่าคนอื่นเขาก็ว่าบ้า ไม่เหมือนคนเป็น ดร. คิดอะไรแปลกๆ คนจะบอกว่า"คิดต่าง"..เออ ดี
     ผมต้องเอาเรื่องอบรมมาโพลต์บล็อคเพราะว่ามีเหตุผล 3 ประการคือ
     1.ผมอยากเล่าให้ฟังว่า"คนนอก"ระบบการศึกษาเขามองเราซึ่งเป็น"คนใน"อย่างไร
     2.ผมรู้แล้วว่าผมไม่ได้คิดไปเอง(อยู่คนเดียว)ว่าระบบการศึกษาของไทยอยู่ในวังวนของทางตัน
     3.ผมอยากเผยแพร่ความรู้ของคนรัฐศาสตร์ เผื่อจะมีประโยชน์กับนักการศึกษาบ้าง
     แต่....ผมไม่รู้จะเขียนยังไงให้เข้าใจได้ เพราะเรื่องมัน"เยอะ" เอาเป็นว่าผมขอวิจารณ์บ้าง ยกคำบรรยายบ้างแล้วกัน เหยียบเท้าใครก็ขออภัยด้วย ผมไม่ได้มีเจตนาจะว่ากล่าวผู้ใดหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดครับ

     เริ่มต้นที่ "ทฤษฎีของการทำวิจัย"...ผมเพิ่งเคยได้ยินเรื่อง method กับ methodology ซึ่งฟังดูแปลดูเผินๆ จะพบว่ามีความหมายซ้ำซ้อนกัน แต่ในทางการวิจัย 2 คำนี้เป็นคนละเรื่องกันเลย วิทยากรบ่นให้ฟังว่า เวลาสอนวิจัยให้นักศึกษา ป.โท ส่วนมากจะไม่เข้าใจเรื่องนี้กันทั้งนั้น มีส่วนน้อยที่เข้าใจ แล้วก็ทำผิด แม้ว่าอาจารย์จะพยายามเน้นแล้วแต่นักศึกษามัก"พยายามไม่เข้าใจ" แล้ววิทยากรก็พูดเบาๆข้างไมค์ว่า คนที่มาเรียน ป.โท ส่วนมากมาจาก ครู อันดับ1 ตำรวจ อันดับ2 "....ไอ้พวกเนี้ย เข้าใจอะไรยาก เพราะปกติอยู่ที่ทำงานมันเก่งกว่าคนอื่นโดยอาชีพ ไม่ค่อยจะชอบฟัง..." โดนไป 1 ดอก!!!
     เรื่องต่อเนื่องจากข้างบน คือเรื่องทฤษฎีของการทำวิจัย หนึ่งในทฤษฎีแปลก(สำหรับผม) คือ ทฤษฎีปทัสถาน  ผมขอยอมรับว่าผมไม่เคยได้ยิน คนเรียน ป.โท คงเข้าใจกันหมดแล้ว ทฤษฎีนี้คือว่าด้วยเรื่องการอธิบายว่า"สิ่งใดสมควร" เรื่องใดดีกว่า เรื่องใดควรทำก่อน หรือ วิธีการหรือสิ่งใดที่เหมาะสมกับสภาพสังคมในภาวะปัจจุบัน เป็นต้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้บริหาร(จึงมีเรียนในคณะรัฐประสานศาสตร์ เพราะพวกนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมือง) ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะถูกหล่อหลอมมาจาก Socialization agent เช่น ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน ฯลฯ จนเป็นผู้ที่มีโลกทัศน์ มุมมอง วิธีคิด เป็นของตนเองไม่เหมือนคนอื่น เช่น ครู ก. คิดว่าควรรับเด็กที่มีผลการเรียนดี มีความสามารถสูงเข้ามาสอน เพราะสามารถประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนได้  ส่วน ครู ข. คิดว่า ควรรับเด็กที่มีความสามารถน้อย-ปานกลางมาสอนให้พอจบได้ มีงานทำในอนาคต โดยไม่สนชื่อเสียงและความสำเร็จสูงๆ....ครูคนหนึ่งอาจรู้สึกอนาจต่อการทำงานทำงานของอีกคนหนึ่ง ในขณะที่อีกคนหนี่งอาจสังเวชใจความคิดของอีกผู้หนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฟังมาอย่างแตกต่างกันทั้งสิ้น หากจะเรียกแบบชาวบ้านเราคงเรียกว่า"สันดาน"...วิทยากรนอกเรื่องว่า สิ่งนี้จะถูกปลูกฝังเรียนรู้อยู่ประมาณ 30 ปี แล้วจะเปลี่ยนไม่ได้หรือเปลี่ยนยาก แต่ทฤษฎีปทัสถานนี้ไม่มีถูกไม่มีผิด มีแต่เหมาะสมหรือไม่ เช่น สังคมส่วนใหญ่เห็นว่าสิ่งใดถูกต้อง ปทัสถานของคนส่วนน้อยก็จะเสียเปรียบ... 
     ที่ผมยกคำบรรยายของวิทยากรมาซะยืดยาวก็เพราะว่าคำบรรยายหลายๆส่วน (โดยเฉพาะเวลาบรรยายนอกเรื่อง) มันโดนการศึกษาของเรา...อย่าลืมว่า วิทยากรคราวนี้ไม่ใช่นักศึกษาในระบบที่เราคุ้นเคย เขาเป็นคนนอก คำพูดทุกคำจึงเป็นลักษณะการมองจากคนข้างนอก... ถามว่าโดนอย่างไร?...
     เมื่อวันเสาร์ ครูทุกคนได้ไปฟังบรรยายโดยคนนอก(อีกแล้ว) แม้จะมี ป.เอกเป็นนักการศึกษา แต่ก็ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่ ป.ตรี ไม่มีวุฒิครูด้วยซ้ำไป...วิทยากรชอบใช้คำว่า "ผมไม่เข้าใจ" "อันตราย" ในการบรรยายตลอด เนื้อหาที่บรรยายก็อยู่ในแนวต่อต้านระบบการศึกษาในปัจจุบันอย่างรุนแรง คือไม่เห็นอะไรดีเลยในระบบการศึกษาปัจจุบัน ผมขอวิเคราะห์เป็นบางเรื่องครับ

     เรื่องลูกเสือ....จะมีไปทำไม?  
     จริงๆผมก็ไม่เข้าใจอย่างวิทยากรว่าแหละครับ ที่ว่าลูกเสือเป็นกิจกรรมเสรีไม่ใช่บังคับ ผมก็ว่าจริง แต่...วิชาลูกเสือในโรงเรียนมีเรียนเพื่อเน้นการฝึกระเบียบให้เด็ก คำว่า"ระเบียบ" คือ ยืนตรงเป็น เข้าแถวเป็น ทำความเคารพเป็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมและพัฒนาไปสู่ความมี"วินัย"...แล้วถามว่า ถ้าเด็กไม่เรียนลูกเสือ แล้ววิชาอะไรจะสอน"ระเบียบ"เด็ก แล้วพอโตไปกลายเป็นคนไม่มีระเบียบไม่มีวินัย สังคมจะโทษใคร...คงไม่ใช่ครู/โรงเรียน/ระบบการศึกษานะ.......มองย้อนบ้าง...ตอนนี้เวลาโรงเรียนสอนลูกเสือ โรงเรียนสอนอะไร สอนแล้วมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด นำไปใช้ได้แค่ไหน....และควรมีหรือไม่ควรมี?...ความ"เฮงซวย"ของการมีวิชาลูกเสือคืออะไร "ไร้สาระ" หรือ "ไร้ประสิทธิภาพ"

     เรื่อง O-net มาตรฐานการศึกษา
     ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่ต่อต้านระบบ O-net เพราะอะไร?  เพราะผมเป็นครูกลุ่มสาระศิลปะ(อิอิ) เป็นกลุ่มวิชาที่เด็กเดินเข้ามาก็คาดไว้แล้วว่าจะได้ 4 ไม่ว่าจะเรียนหรือไม่   ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ก็มองว่าวิชากลุ่มนี้ไม่สำคัญ ไม่ควรให้เกรดต่ำจนเป็นวัฒนธรรมที่กลุ่มวิชานี้ให้เด็กตกไม่ได้ ให้เกรด 1 เกรด 2 ยังโดนตำหนิ....กลุ่มสาระนี้โดนชัดเจนเวลาให้เกรดต่ำ เวลาเกรดคณิต วิทย์ ตก พ่อ-แม่ที่ชอบมีปัญหาจะถามว่า "ลูกทำไม่ได้เลยหรือ จึงตก" แต่พอวิชากลุ่มศิลปะจะถามว่า"ลูกส่งงานครบแล้วทำไมไม่ได้ 4" ซึ่งเห็นชัดว่า ผลงานเด็กจะดีหรือไม่ดี จะต้องไม่มีผลต่อคะแนน พูดง่ายๆ ครูตรวจงานว่าส่งหรือไม่ส่งได้อย่างเดียว วาดรูปสวยไม่สวยไม่เกี่ยว! เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กจึงไม่ใส่ใจจะเรียนวิชานี้ให้มีประสิทธิภาพ เพราะเรียนยังไงก็4...พอต้องสอบ O-net เด็กจึงไม่มีความรู้...จริงๆแล้วเด็กไม่ได้อ่านโจทย์ด้วยซ้ำไป... แต่เดี๋ยวก่อน วิทยากรที่มาอบรมให้เราไม่ได้มองปัญหา O-net แบบนั้น ปัญหาของท่าน ดร. คือ ข้อสอบ O-net มากกว่า 50% เป็นข้อสอบท่องจำ ที่สำคัญข้อสอบหลายข้อเป็นการวัดความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้ถาวร คือ "มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นตลอดไป" เช่น มีข้อสอบถามว่า ดาวเทียมสื่อสารดวงล่าสุดชื่ออะไร?...ผมฟังแล้วขำเลย เพราะตอนเด็กผมโดนมาแล้วกับข้อสอบที่ถามว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันชื่ออะไร...ตอนเรียนก็เป็นคนหนึ่ง พอถึงวันสอบมีพระบรมราชโองการแต่ตั้งนายกใหม่พอดี(แต่เป็นคนที่เคยเป็นมาแล้ว) แล้วดันมีชื่ออยู่ในตัวเลือกทั้งสองคน...จะเอาคนที่ฟังข่าวเมื่อเช้าหรือจะเอาคนที่เรียนมา...แล้วครูจะเฉลยว่าอะไร?..ฮา...
     มองย้อนไปย้อนมา...มี O-net... ทั้งที่วิทยากรอบรมการสอนชอบบอกว่า สอนตามศักยภาพเด็กอ่อนจาก 0 เป็น 1 เด็กเก่งให้สอนจาก 10 เป็น 100 (แล้ว ึงจะมีหลักสูตรแกนกลางไว้หาเี้ยอะไร) แต่พอเฉลี่ย O-net ออกมาต่ำกว่าเส้นก็ว่ากันตำหนิกัน ผมบ่นหลายครั้งแล้ว...เท่านั้นยังไม่พอ O-net ยังมีความคาดหวังให้มีการพัฒนาขึ้นทุกปี ใครจะทำได้(วะ)  แต่ถ้าไม่มี O-net โรงเรียนสอนเองสอบเองออกเกรดเอง มันก็ไม่มีมาตรฐานอะไรมากำหนดเปรียบเทียบเลย โรงเรียนก็ว่าเองเออเอง แถมการศึกษาก็เรื่อยเฉื่อยเพราะไม่มีการประเมิน ...O-net ไม่ดี หรือว่า อะไรไม่ดี เด็กถึงตก O-net ทำไมโรงเรียนต้องกลัว O-net ...ถ้า O-net ดีจริง ทำไมไม่ใช้เป็นข้อสอบกลางโรงเรียนไม่ต้องออกข้อสอบ??....แต่ที่แน่ๆ ผมว่าการใช้ผล O-net มาประเมินโรงเรียนหรือความดีความชอบของครูมันเป็นความงี่เง่าอย่างที่สุด  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงครู/ผุ้บริหารโรงเรียนดังๆคงได้ปีละ 5 ขั้นแน่ๆ โรงเรียนชั้นสองคงกินปีละขั้นไปทั้งชาติ โดยเฉพาะครูศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ พละ ไม่ต้องหวังเลย ไม่แป๊กก็บุญหนักหนาแล้วววว...

     เรื่องนักเรียนโบราณใส่ชุดนักเรียน
     ผมรอเรื่องนี้มาตั้งแต่เป็นนักเรียน "เมื่อไหร่จะเลิกแต่งชุดนักเรียนซะที" ซึ่งขณะนี้ก็ยังรออยู่ แล้วผมก็บ่นแบบนี้บ่อยมากช่วงหน้าหนาว ก็ลองคิดดูละกัน ต่างจังหวัดเช้ามาอุณหภูมิแถวๆ 10 องศา.ลมก็แรง ใส่กางเกงขาสั้นไปโรงเรียน...กูจะบ้าตายคนคิดชุดนักเรียนนี่มันเอาอวัยวะส่วนไหนคิดแบบ...ผมก็คิดในใจว่าเด็กผู้หญิงคงหนาวตูดกันน่าดู(ได้แค่คิดน่ะ โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนประจำชายล้วนครับ) ผมก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าเกิดมีโรงเรียนไหนให้เด็กใส่ชุดอะไรก็ได้มาโรงเรียน เด็กมันจะแก้ผ้ามาโรงเรียนเลยหรือเปล่า?...แล้วถ้า"ชุดสุภาพ" มันจะไม่เรียนหนังสือไม่ได้ใช่ไหม?...ผมชอบจริงๆที่วิทยากรบอกว่า "ห้องเรียนคือที่พบกันของคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มไม่อยากเรียนกับกลุ่มไม่อยากสอน" เออ มันก็จริงนะ...ทีโรงเรียนกวดวิชาเด็กแต่งหล่อแต่งสวยไปเรียน เห็นมันอยากไปกันจัง เพราะอะไร?...ผมว่าผลการเรียนมันไม่ได้อยู่ที่เครื่องแบบ ก็จริงอยู่ถ้าจะย้อนว่าแต่งชุดนักเรียนก็ไม่ได้ทำให้โง่ลง แต่การบังคับ...โดยเฉพาะการบังคับที่"ลืม"เหตุผลกันไปแล้ว โลกวิวัฒน์ไปแล้วแต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่บอกว่าชุดนักเรียนคือระเบียบ มันเป็นการลดทอนนนน...อะไรหลายๆอย่างของเด็กลง อย่างน้อยๆคนที่มีปัญหากับชุดนักเรียน ซึ่งอาจบ้านจน ฯลฯ ก็ต้องมาทุกข์ใจกับเรื่องนี้พอๆกับเด็กดื้อที่ต้องคอยทะเลาะกับครูปกครองนั่นแหละ
     เดี๋ยว...ก่อนนักเรียนจะเฮ...ลองมองย้อนดูก่อนว่า ปทัสถานของเด็กไทยเป็นอย่างไร?...ตอนนี้หลายคนโดยเฉพาะนักเรียนมองว่าระเบียบการแต่งกายเป็นเรื่องโบราณสมควรยกเลิก...แล้วถ้ายกเลิกจริง!!! นักเรียนจะแต่งชุดอะไรมาโรงเรียน...คนบ้านมีอันจะกิน(รวยโคตร)จะแต่งอะไรมา คนบ้านจนเห็นแล้วจะว่าอย่างไร? จะอิจฉาไหม จะอายไหมถ้าเธอบ้านจนมีแต่เสื้อยือกางเกงยืนเก่าๆมาโรงเรียน ต้องมาเป็นเพื่อนกับคนบ้านรวยใส่หลุยส์วิตองมาเรียนทุกวัน..เธอจะทนเป็นเพื่อนกับมันได้นานเท่าไหร่?...พอบอกว่า "พอดี" "สุภาพ"นะ ปทัสถานของนักเรียนไทยเป็นอย่างไร?...สุภาพ...แบบไหน?  พอดี...แบบไหน? ....ทหารแต่งเครื่องแบบเพื่อแบ่งยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่งเครื่องแบบเพื่อมีไว้แสดงยศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างทหารบ้านรวยกับทหารบ้านจน...นายสิบ บ้านรวยเป็นพันล้านก็ต้องรับคำสั่งนายร้อยจนๆ  เพราะมองจากเครื่องแบบมันไม่มีทางรู้ว่ารวยหรือจน นั่นคือเหตุผลของเครื่องแบบ...แล้วถ้าทหารยกเลิกเครื่องแบบเพราะมันเชย...จะเกิดอะไรขึ้น? มันเหมาะสมไหมที่ทหาร-ตำรวจ จะแต่งชุดเหมือนชาวบ้านแต่ถือปืนเดินไปเดินมา...นานๆไปโจรสวมรอยเนียนว่าเป็นทหารเป็นตำรวจ สังคมจะเป็นอย่างไร?...เครื่องแบบก็คือเครื่องแบบ ที่มันเชยก็เพราะคนใส่ไม่ชอบมันก็เลยไม่ดูแลไม่แต่งให้เหมาะสม พยายามแก้พยายามแหวก ก็เพราะไม่ชอบไม่ภูมิใจ  เครื่องแบบดูเท่ห์เพราะคนใส่ภาคภูมิใจหมั้นดูแลตั้งใจแต่ง มันก็ดูดี....ความสวยงามมันอยู่ที่ใจ...จริงไหมครับ?...มองย้อนมาที่ชุดนักเรียนโดยเปรียบเทียบกับตัวอย่างของทหาร...ใส่เครื่องแบบนักเรียนดีหรือจะยกเลิก? ถ้าจะยกเลิกเพราะอะไร?...ชุดมันเชย...หรือกูอยากอวด...หวังว่าถ้ายกเลิกชุดนักเรียนหมดประเทศ คงไม่มีนักเรียนรุ่นใหม่เรียกร้องว่าอยากแต่งเครื่องแบบนักเรียนอีกนะ..."...ทีญี่ปุ่นทีเกาหลีเขายังมีเครื่องแบบนักเรียนเลย โรงเรียนไทยเฮงซวยไม่ยอมแต่ง..."

     เรื่องหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
     เรื่องนี้เป็นเรื่องที่วิทยากรท่านหนึ่งออกนอกเรื่องให้ฟังอันเนื่องมาจากการอธิบายขยายความของคำว่า "ศาสตร์"หลังวิชาต่างๆ ซึ่งท่านวิทยากรอธิบายว่า วิชาที่ตามหลังด้วยคำว่า"ศาสตร์" คือวิชาที่ว่ากันด้วยหลักการ เช่น วิทยาศาสตร์ มีกฎ ข้อพิสูจน์ชัดเจนตายตัว ไม่ว่าจะนานกี่ร้อยปีก็จะยังคงถูกต้องเสมอ ส่วนวิชาที่ไม่"ศาสตร์"ตามท้าย มักเป็นวิชาที่เรียกว่า "ศาสตร์ประยุกต์"ไม่ใช่ศาสตร์แท้ คือ ต้องนำเอาความรู้จากศาสตร์แท้มาประยุกต์ให้เกิดความรู้ใหม่...พอถึงตรงนี้วิทยากรก็เลี้ยวออกว่าวิชารัฐประสานศาสตร์น่าจะเรียกเป็นอย่างอื่น เพราะหลักการที่ร่ำเรียนกันมันเปลี่ยนทุกวัน อย่าว่าแต่วิชานี้เลย วิทยาศาสตร์ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถึงเวลาหนึ่ง...แล้ววิทยากรก็เลี้ยวอีกว่า ครูรู้หรือเปล่าว่าเราสอนวิทยาศาตร์เด็กทำไม ทำไมเด็กต้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรียนคณิตศาสตร์ คิดโจทย์กันหัวจะแตกสุดท้ายก็เรียนแค่เพื่อไปสอบให้ได้คะแนน...วิทยากรไม่ได้ตอบหรือเฉลยนะครับ แต่มันทำให้ผมนึกได้ว่าผมเคยได้มีโอกาสฟังอดีต ผอ.สพฐ ท่านหนึ่ง คุยกับนักเรียนที่เป็นนักดนตรีที่ผมควบคุมวงไปออกงานว่า "การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีขั้นตอน รู้จักตั้งสมมติฐาน พิสูจน์อย่างมีระบบ ซึ่งจะปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้และรู้จักการคิดอย่างมีเหตุมีผล ส่วนคณิตศาสตร์นั้น..." ท่านตอบคำถามนักเรียนว่าทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ยากๆด้วยๆ ท่านหัวเราะก่อนจะตอบว่า "นั่นนะสิ.." แล้วท่านก็หันไปพูดกับผู้ติดตามบางคนว่า คณิตศาสตร์เรายากไปไหม แต่ท่านก็อธิบายว่า การเรียนคณิตศาสตร์คือการฝึกให้รู้จักคิดซับซ้อนซึ่งจำเป้นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันที่ต้องคิดอะไรๆมากกว่า 1...ยิ่งเรียนสูง โจทย์คณิตศาสตร์จะยิ่งซับซ้อน(มิใช่ยาก) เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดมากๆ....อันนี้เป็นคำตอบของบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพฐ.ณ ขณะนั้น แต่ถ้าถามครูหรือเด็กตอนนี้ ถ้าไม่บอกข้างบน ครู/เด็กจะตอบว่าอะไร?...อย่าบอกนะว่าจะตอบว่าเพื่อให้สามารถแก้โจทย์ยากๆได้ เวลาไป admission จะได้ทำข้อสอบได้เยอะๆ...ตูละเบื่อ....
     ที่เบื่อเพราะว่าเราจัดการเรียนสอน จัดหลักสูตรกันจนลืม(ไปหรือเปล่า)ว่าจุดมุ่งหมายของการเรียนแต่ละวิชามีไว้เพื่อสิ่งใด หรือวัฒนธรรมคนไทยที่เน้นด้านปริมาณ(ทุกอย่าง) จึงมองผลสัมฤิทธิ์ของการเรียนไปที่"เกรด"เพียงอย่างเดียว และทึกทักเอาว่า ผลการเรียนดีมากก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตมาก...ผมคนหนึ่งล่ะขอค้าน...เพราะเพื่อนผมสมัยมัธยมเกรดมันน้อยกว่าผมตั้งเยอะ แต่มันดื้อ! ไปเรียนวิศวะเอกชน เรียนตั้ง 6 - 7 ปี กว่าจะจบ ตอนนี้มันเป็นวิศวกรอยู่ญี่ปุ่นเงินเดือนเป็นแสนรวยจนไม่รู้จะซื้ออะไรเพิ่มดี(มีหมดแล้ว) ผมเป็นครูเงินเดือนหมื่นกว่าประสบความสำเร็จมาก ไม่มีจะกินหนี้สินบานเบอะ กระเป๋าแห้งแดกอุดมการณ์....นั่นคือวัดกันที่ตัวเลข แต่ถ้าวัดกันที่คุณภาพ ผมมีความสุขกับการเป็นครู เงินเดือนจิบจ้อยผมก็ไม่ค่อยได้ใช้ อดบางมื้อเอาเงินไปให้เด็กกินข้าว ซื้อรองเท้า จ่ายค่าเรียน มันรู้สึกสุขใจมากกว่า เพื่อนผมสิ บ่นทุกวันงานเครียด นายกดดัน ฯลฯ ฟังดูแย่...เลิกเถอะครับการมองอะไรเชิงปริมาณเนี่ย มันสรุปผลอนาคตไม่ได้ ปลูกข้าวได้เยอะมากๆก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะรวย ขายไม่ออก ไม่ได้คุณภาพ ราคาตก สุดท้ายอาจจะเจ๊งก็ได้  หันมาดูอะไรที่เป็นเชิงคุณภาพกันดีกว่า การเรียนการสอนก็หันไปดูว่าเรียนแล้วได้อะไร เอาไปใช้ได้ไหม? ดีกว่าตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าเรียนไปสอบบบบบบ....ย๊ากกกสสสส์...