วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อะไรคือ เลข IP address ซ้ำ

วันสองวันนี้ที่ทำงานเกิดปัญหาเรื่องใช้อินเทอร์เน็ตกันไม่ได้ แต่จะว่าไปไม่ใช่แค่อินเทอร์เท่านั้น ระบบเครือข่ายใช้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป คนที่ใช้คอมฯบอกว่า พอเปิดเครื่องมาก็ใช้ไม่ได้ รูปคอมข้างล่างเป็นเครื่องหมายตกใจสีเหลือง

ตอนแรกก็คิดว่าคงมีปัญหาที่เครื่องลูก แต่เอ๊ะ สักพักมีคนบ่นมากขึ้น เลยรู้สึกชักยังไงๆ เพราะตอนแรกคนกลุ่มแรกที่บ่นคือคนที่ใช้ wifi แต่นี่มาบ่นเครื่อง desktop ก็เลยเข้าเค้าว่าน่าจะมีปัญหาจากระบบ ก็ไปตรวจดูที่เครื่องลูกพบว่า network icon แสดงสถานะเป็น caution จริงๆ นั่นแปลว่ามีการเสียบสาย LAN ผ่าน switch คือสายไม่มีปัญหา แต่อาจมีปัญหาเรื่อง configuration ครับ

อย่างแรกที่ทำคือตรวจดูว่า network เชื่อมต่อกันหรือไม่ โดยใช้วิธีง่ายคือคำสั่ง ping ไปที่ router ปรากฎว่าไม่ไป อ้าว...งานเข้า อย่าพึ่งท้อแท้ครับ ลอง ping ตัวเอง (127.0.0.1) ว่าการ์ด LAN ไม่เสีย ปรากฎว่าได้ คราวนี้เลยเข้าไปดู IP ของเครื่องละครับ เพราะถ้าเครื่องไม่สามารถรับ IP จาก router ได้ ก็ไม่เเปลกที่จะใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น IP น่าจะขึ้นด้วย 169.x.x.x

แท๊นๆๆ....ปรากฎว่าไม่ใช่ครับ มันขึ้นต้อนด้วย 192.x.x.x เอาละสิ...IP ที่ office ใช้เป็น IP ที่ขึ้นด้วย 10.x.x.x แล้วมันไปเอา 192 มาจากไหนนนนน..... หรือ router มัน hard reset...ตรวจดูก็ไม่ใช่ครับ

หาอยู่หลายวันพบว่า มีคนนำอุปกรณ์จำพวก Router all in one มาเสียบใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต....มันก็เลยปล่อย IP 192.x.x.x ออกมา เป็นที่มาของปัญหานี้

แล้ว IP ที่ว่านี้คืออะไร เป็นคำถามที่ผมต้องอธิบายผู้บริหารให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเลยอธิบายแบบชาวบ้านว่า IP ก็เหมือนเลขที่บ้านของคอมพิวเตอร์ครับ ระบบจะส่งข้อมูลถูกเครื่องก็โดยอาศัยเลข IP นี้ ซึ่งเป็นเลข IP ที่ router เป็นคนจัดสรรให้ แต่ดันมีคนนำเอาอุปกรณ์บางอย่างซึ่งสามารถจัดสรรเลข IP ได้มาใช้ในวง LAN ทำให้เครื่องบางเครื่องสับสนรับ IP ผิดตัว ซึ่งเป็น IP ที่ router ไม่รู้จัก

????....  นั่นคือสิ่งที่ผุ้บริหารบอกผมทางหน้าตาครับ...งง

เอาใหม่ครับ IP คือเลขประจำเครื่องที่มาจาก 2 ลักษณะ คือ static IP และ FIX IP

static IP คือ IP ที่ไม่อยู่กับเครื่องเราตลอดไปครับ ระบบจะจัดสรรหมุนเวียนเปลี่ยนกันใช้ไปเรื่อยๆ ซึ่งคอมพิวเตอร์ของเราจะร้องหา (require) จากระบบทุกครั้งที่เราเปิดเครื่อง ถ้าไม่มีใครจ่ายคอมของเราก็จะสร้างเลขสุ่มขึ้นเองในหมวดที่ขึ้นต้นด้วย 169.x.x.x
FIX IP คือ IP ที่อยู่กับเครื่องนี้ตลอดไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะปิดเปิดเครื่องกี่ครั้ง ซึ่งก็แล้วแต่เราจะตั้ง แต่ช้าก่อน....

เลข IP ที่ว่านี่ ไม่ใช่ว่าจะตั้งอะไรก็ได้นะครับ เพราะมีหน่วยงานควบคุมเหมือนเลขที่บ้านหรือเลขทะเบียนรถครับ แต่เป็นระดับระหว่างชาติ หรือ International ครับ และเลข IP นี้ก็มีหลายหมวด แต่ละหมวดก็ใช้งานต่างกันไป ตั้งแต่ ISP ใช้ จนถึงชาวบ้านตาดำๆอย่างเราๆ

โดยปกติผุ้ให้บริหารอินเทอร์เน็ตก็จะจ่ายเลข IP มาให้เรา 1 ชุด ซึ่งส่วนมากมักเป็นไม่ถาวร หรือ Static IP นั่นเอง แต่หน่วยงานใหญ่ๆอาจจะมีความจำเป็นจะต้องใช้ FIX IP ก็สามารถขอใช้ได้จากผุ้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และแน่นอนต้องจ่ายเงินเพิ่มครับ

เลข IP ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP จ่ายมาให้จะอยู่ที่ Router กล่องเหลี่ยมๆที่ช่างเอามาติดตั้งให้เรา แต่เครื่องในบ้านหรือในสำนักงานจะไม่ได้เลข IP จาก ISP นะครับ เพราะเขาให้ชุดเดียว....แล้วทีนี้จะทำยังไง???...ไม่ต้องสงสัยครับ (และไม่เคยมีใครสงสัย) ... Router ที่ช่างเอามาติดตั้งให้จะมีความสามารถในการจ่ายเลข IP ให้กับอุปกรณ์ในบ้านของเราโดยเป็นเลขอีกหมวดหนึ่งซึ่งสงวนไว้ใช้ในระบบ LAN (Local area network) ซึ่งเลขสำหรับ LAN นี้มักใช้อยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ขึ้นต้นด้วย 192 และกลุ่มที่ขึ้นด้วย 10

Router ที่ติดตั้งตามบ้านมักมีความสามารถไม่สูงนัก รองรับอุปกรณ์ได้ไม่กี่ชิ้น มักกำหนดเลข IP ในหมวด 192.168.1.x ให้กับอุปกรณ์ในบ้าน ความสามารถในการจัดสรรเลข IP นี้เรียกว่ากันติดปากว่า DHCP server

IP ในหมวด 192 นี้จะมี Subnet  mark อยู่แค่ class C คือ รองรับอุปกรณ์ได้แค่ 255 อุปกรณ์ตามทฤษฎี ซึ่งตามบ้านทั่วไปคงใช้ไม่หมด แต่หน่วยงานขนาดใหญ่จะใช้หมวด 10 เนื่องจากมี Subnet class เป็น class C (คิดแบบชาวบ้านนะครับ)......งงละสิ...

เอาแบบชาวบ้านรู้นะครับ...สังเกตุดูเลข IP 1 เลข จะมีจุดขั้นแบ่งเลขเป็น 4 ชุด....นั่นละครับ class ที่ว่า ชุดหลังสุดคือ class C ชุดรองสุดท้ายคือ class B ชุดที่ 2 คือ class A นอกจากเลข IP แล้วยังมีส่วนประกอบที่เรียกว่า Subnet mark ด้วย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเลข IP เลย แต่มักใส่เลขกันอยู่แค่ 2 ค่า คือ 255 กับ 0 (ใส่อย่างอื่นก็มีนะครับ เซียนเขาใช้กัน) เช่น 255.0.0.0 เป็นต้น ซึ่ง Subnet mark นี้ก็เปรียบได้กับการแบ่งชั้นวรรณะ ใครเลข 0 มากกว่าคนนั้นวรรณะสูงกว่า ประมาณนั้นนะ

ว่ากันแบบบ้านๆ คือ ถ้า subnet mark เป็น 255.255.255.0 แล้ว IP ที่จะใช้งานได้ในบ้านนี้คือ 3 ชุดหน้าต้องเหมือนกันเท่านั้น เช่น 10.1.1.1 ถึง 10.1.1.255 เป็นต้น แต่หาก subnet mark เป็น 255.0.0.0 นั่นหมายถึงเลข IP ต้องเหมือนกันเฉพาะชุดแรกเท่านั้น เช่น 10.1.1.255 ถึง 10.255.255.255 เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่า class A จะมีเลข IP ให้ใช้อย่างมากมายมหาศาล

แต่อย่างไรก็ดี IP ที่สงวนไว้ใช้สำหรับ LAN นั้นจะมี 2 หมวด คือ 192.168.x.x กับ 10.x.x.x ซึ่ง 2 ชุดนี้จะมองไม่เห็นกัน ดังนั้น ท่านผุ้อ่านคงเข้าใจแล้วว่า เวลาขโมยเครื่องจาก office กลับไปที่บ้านแล้วทำไมถึงเล่นอินเทอร์เน็ตไม่ได้ ก็เพราะหน่วยงานใหญ่มักใช้เลข IP หมวด 10 และมักใช้ระบบ FIX IP เพื่อการติดตามข้อมูลว่าใครโพสต์ด่าเจ้านายบ้าง 555+... ถ้าจะทำให้ใช้งานที่บ้านได้ก็ต้องตั้งค่า network หรือ ค่า IP ใหม่ให้ตรงกับ Router ที่บ้าน (ถ้าเขาไม่ล็อคไว้นะ)....อยู่ที่ทำงานใครชอบโพสต์ด่าเจ้านายก็ระวังนะครับบบบบบ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน...อิอิ..อิ..อิ

ปล. บทความข้างต้นเป็นเรื่องของ IP ชนิด IPV4 ซึ่งขณะนี้มี IPV6 ออกมาใช้เพื่อแก้ปัญหา IP เต็ม

ปล.2 บทความนี้พยายามอธิบายคนที่มีความรู้เรื่อง IP เป็นศูนย์ จึงพยายามละส่วนที่เป็นด้าน Technic ออกไป บางอย่างอาจไม่ถูกต้องนัก แต่ก็เพื่อความเข้าใจแบบเรียบง่าย หากจะนำไปใช้งานควรศึกษาเพิ่มเติมครับ

Bye...





วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ไป(เที่ยว)เชียงใหม่แบบ STBY



กว่าจะมาโพสต์ ผ่านไปเดือนนึงละ เนื่องจากงานเยอะมากกกกก....(กรุณาทำเสียงยาวๆนะครับ) ที่มาที่ไปคือ อยากเผยแพร่ข้อมูล(ชะตากรรม)การเดินทางของพนักงานสายการบิน(ไทย)รวมถึงครอบครัวพนักงาน(อย่างผม) ที่หลายๆท่านชอบบอกว่าบุคคลเหล่านี้เนี่ย...เส้นใหญ่...ลองตามมาดูครับ ใหญ่ไม่ใหญ่ตามมาดูครับ

ต้นเหตุคือคุณพ่อและผมมีแผนจะ(ต้อง)เดินทางไปเชียงใหม่เพื่อไปเตรียมบ้านพักที่สวนไว้เพื่อเป็นที่รวมญาติประจำปี คือ ทุกคนในครอบครัวของคุณปู่กับคุณย่าจะใช้เวลาในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ไปรวมตัวกันที่บ้านสวน ถือโอกาสเที่ยวกันไปในตัวว่าอย่างนั้น และที่ผมต้องไปเพราะคุณพ่อต้องไป...ไปทำไม?...ทำไมต้องไปเตรียม?.....คำตอบคือ ชื่อก็บอกอยู่แล้ว บ้านสวน พอไม่มีคนดูแลสวนก็กลายเป็นป่าสิครับ วัชพืชสูงท่วมหัวเพราะได้รับน้ำฝนชุ่มฉ่ำตลอดฤดูฝน อยากบอกว่าสารพัดวัชพืชครับ....ไม่รู้กี่วันจะเสร็จ .... "*_* .....คำถามคือจะไปกันเมื่อไหร่...คุณพ่อบอกว่าแล้วแต่แกจะว่าง  นั่นนนนน.....สุดท้ายคุณพ่อไปก่อนครับ ไม่รอ ผมตามไปทีหลังเนื่องจากติดงานอลังการอยู่

ถามว่าตั๋วทำอย่างไร?...คำตอบคือก็ไปขึ้นตั๋วพนักงานตามปกติครับ แต่ด้วยเหตุข้างบนคือไม่รู้จะไปได้เมื่อไหร่ เขียนเอกสารขอออกตั๋วแล้วก็ยังคิดไม่ออก หาวันไปชัวร์ไม่ได้จนถึงคิวก็ยังคิดไม่ออก พี่พนักงานที่ออกตั๋วถามว่า ตั๋ว confirm ใช่ไหม?...ผมก็อึ้งครับ เพราะปกติตั๋วแบบนี้คำถามที่พี่เขาจะถามตามมาคือ ไปเที่ยวบินไหน? วันไหน?.....แง่กๆๆๆ (เสียงอะไรสักอย่างติดอยู่)   มัวแต่งงครับ รู้ตัวอีกทีคุณพ่อเดินมาใกล้ๆ พูดไม่ลังเล  standby ครับ....อ๊ะจ๊ากกกก นั่นไง!!! พ่อชอบจังงงง ตั๋ว standby เนี่ย

ปรากฎว่าวันที่ผมสามารถไปได้คือวันที่ 11 พ.ย. หลังเลิกงาน ผมพร้อมเดินทางเลย... ใช่แล้วครับสัปดาห์นี้เป็นวันลอยกระทง  555+ ...ไม่ได้รู้อะไรบ้างเลยยยยย.....ก่อนเลิกงานผมก็โกงเวลาทำงานเปิดดูสภาพเที่ยวบินวันศุกร์ซะหน่อย แบบขำๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นวันเดินทางที่เที่ยวบินมักเต็ม แต่ที่ตกใจมากคือวันเสาร์ก็ไม่มี วันอาทิตย์ก็ไม่มี...เฮ้ยๆๆๆ...เดี๋ยวๆๆๆ....ยังไงกันละทีนี้ รีบโทรไปบอกคุณป๊ะป๋าสิครับ ว่าอย่าคิดมากน้าาาา ถ้าไปไม่ได้อ่ะ....พ่อตอบกลับมาว่า ได้สิ!!..นั่น ช่างมั่นใจ

ผมตัดสินใจเดินทางวันเสาร์ กะว่าไหนๆก็ไหนๆ ไป list TG104 ละกัน .... อิอิ....มีแอบแฝง คืออยากลองของใหม่ A350 ....ไปถึงเคาเตอร์เช็คอิน ไปเลียบๆเคียงๆ พนักงานเห็นเอกสารเราก็บอกให้ไป list ก่อนนะคะ...ก็ไป list เที่ยวบินที่ห้องตั๋วครับ พนักงานถามจะ list เที่ยวไหน ผมเห็นผู้โดยสาร(ทั่วไป)เข้าแถวเช็คอินแล้วก็..นะ...  "102 ครับ" ตอบไปแบบนั้น เพราะคนเยอะมากๆๆๆๆ TG 102 เป็นเที่ยวเช้าสุด และใช้ 747 บิน น่าจะมีโอกาสที่ว่างมากกว่า....แอบเสียใจอดนั่ง A350 แน่แล้ว  เอานะหน้าที่ลูกสำคัญกว่า เดี๋ยวไม่ได้ไป คุณพ่อจะต้องตัดหญ้าคนเดียว

list ได้ก็กลับมาที่เคาเตอร์ครับ ..."102  102 อืมๆๆๆ" พนักงานพึมพัม "ค่ะ saet at gate นะคะ" นั่นไง ว่าแล้วทำหน้านิ่งๆแบบนี้


นี่เลยครับ TG102  SEAT SBY 555+ ลุ้นกันหน้าประตูเครื่องบินเลยครับ  ที่รอยปากกาเขียน ENTC นั่น ผมก็ไม่ทราบความหมายเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วสิทธิ์ตั๋วของผมเป็นประเภท R1 คือสามารถจองได้ครับ คือตรงที่ผมไปทำเรื่องออกตั๋วน่ะครับ และด้วยบารมีคุณพ่อที่ทำงานมานาน ตำแหน่งก็สูง เช็คตั๋วทีไรพี่ๆน้องๆที่เช็คตั๋วให้จะเข้าใจว่าพ่อเป็นกัปตัน... แต่นี่คือฤทธิ์ของตั๋ว standby ละครับ

เข้าไปได้เอาตั๋วไปยื่นที่ Gate พนักงานที่รับยื่นมือมารับและบอกว่า "มาอีกแล้วววว"....นั่น สังหรณ์ใจพิกล....แล้วก็จริงๆครับ ผู้โดยสารปกติขึ้นเครื่องไปหมดเหลือชาวตั๋ว ID ละครับ เรียงลำดับอาวุโสเรียบร้อยปรากฎว่า...ไม่ได้ไป....เวรกรรม เห็นตั๋วในมือคนที่จะมาแจกคืน จะเป็นลม ร่วม 20 ใบเห็นจะได้ แอบทราบว่าเที่ยวบินนี้ได้ไปแค่ 4 คน จัดลงกันเต็มที่ถึงกับให้นักบินที่ standby ตั๋วไว้ให้ไปนั่ง cockpit ด้วยเลย แต่ปรากฎว่านักบินมีครอบครัวรอไปด้วยเลยสละสิทธิ์ แต่ก็ไม่มีใครได้ไปครับ ด้วยเหตุผลความปลอดภัย

ไม่ได้ไปแล้วจะรออะไรรีบออกสิครับ ไป list เที่ยวใหม่ต่อไป...104  104  104 .....ปรากฎว่าไม่ทันครับ ดูแววแล้วน่าจะพลาดแล้ววันนี้ เพราะถัดจาก TG104 ก็มีเที่ยวต่อไปบ่ายเลย ทำไงดีละทีนี้...ไม่รู้จะทำยังไงก็ไปยืนมึนๆอยู่แถวเคาเตอร์เช็คอินครับ คิดในใจว่าบ่ายก็บ่าย เที่ยวไหนได้ไปขอให้ได้ไปสักเที่ยว ..และแล้ว...ปาฎิหารย์มีจริงครับ เที่ยวบินเสริม...555+ ยังกะรถทัวร์


นี่เลยครับ เที่ยวบินเสริม เลขเที่ยวบิน 4 หลัก 555+ แต่ก็ยังเป็น SBY เหมือนเดิมเลย ลุ้นหน้า Gate เหมือนเดิมเปี๊ยบ....โปรดสังเกตุ ขึ้นเครื่องประตูไหนไม่บอกซะด้วย ถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า ก่อนเครื่องออกประมาณ 1 ชม. จะทราบเอง 555+

เวลาผ่านไปครับ ไปดูที่จอก็พบว่าเครื่องจอดที่ gate A6 ครับ หูยส์....สุดนู้นนนนนน เวลาเหลือมากมาย เดินเล่นในสนามบินที่ปกติต้อง วิ่งๆๆๆๆ  ดีเหมือนกันจะได้เห็นอะไรซะบ้าง แต่ทางมันช่างไกลเหลือเกินนน

 ถึงแล้วครับ Gate A6 สุด Concourse  พอดี มองเห็นรันเวย์ มีป้าอ้วน A330 ท่านอู่ทองจอดรออยู่ที่ Gate เห็นผู้โดยสารรอแล้วเพลียหัวใจเลยครับ ไม่มีที่จะนั่งรอเลย ดูด้วยสายตาไม่เต็มก็เกินละครับ

เอา boarding pass ไปยื่นที่ gate แล้วก็มารอดูเครื่องบิน Take off แต่พลาดนิดนึงช่วงนี้เครื่องขึ้นอีกทางครับ RWY01 เห็นแต่ตอนที่เครื่องลอยพ้นพื้นแล้ว...เฮ้อ...วันนี้วันอะไรหนอ


ในที่สุดก็ได้ไปครับ 57E คือเลขที่นั่ง    *_*  อีก 3 แถวเท่านั้นที่อยุ่ข้างหลังผม สุดยอดเเห่งความอบอุ่น แน่นทุกเก้าอี้ตามภาพ  จะถ่ายอะไรก็เกรงใจท่านข้างๆ นั่งนิ่งๆละกันครับ สุดท้ายก็ถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพแบบลุ้นเหงื่อแตก นี่ละครับ พนักงาน+ครอบครัวพนักงาน เราไปกันแบบไม่คิดอะไรมาก ขอให้ได้ไปเถอะ ถึงสิทธิ์ตั๋วผมจะเป็น R1 นั่งได้ถึง business class แต่ก็นะ ติดมาจากคุณพ่อครับไม่คิดมาก ค่าตั๋ว confirm กับ standby ก็ไม่ได้ต่างกันมากโดยเฉพาะในประเทศแบบนี้...เอ๊ะ หรือคุณพ่อชอบความตื่นเต้น ลุ้น standby มันส์มากกกกก...

ปล. ที่อยากถามกันคือ ตั๋วพนักงานถูกกว่าธรรมดามากไหม?...ตอบตามที่รู้ (เพราะผมไม่รู้ว่าแต่ละท่านซื้อตั๋วได้ราคาเท่าไหร่) ว่า ค่าตั๋วผมพอกับ low cost ตอนแพงๆ ถ้าเป็น confirm สมัยก่อนเขาเรียก R75 คือลดจากปกติ 75% แต่...ไปดูขายตั๋วในเวปนะครับ แล้วท่านจะสงสัยเหมือนผม...ราคาตั๋วมันเท่าไหร่กันแน่ฟระ...แต่ตอนนี้ระบบนี้เปลี่ยนไปแล้วนะครับ(ตามที่เข้าใจ) คือ ยิ่งเข้าใจยากไปกันใหญ่ ดังนั้น...อย่าถาม!!! อยากรู้จริงๆไปสมัครเข้าทำงานเลยครับ รู้จริงแน่ทีนี้ 555+

บทความต่อไป ขากลับ จะบอกว่าสบายกว่านี้เยอะ มีรูปสวย



วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ซ้อม ซ้อม ซ้อม ...และ...ซ้อม


     



     วลีจากโฆษษณาเมื่อนานมาแล้ว ออกแนวว่า คนเราจะประสบความสำเร็จต้องมีความพยายาม...ซ้อมเข้าไป แล้วผลจะดีเอง...ผมก็ไม่ได้เถียงนะครับ สอนวงโยฯมาก็มาก เห็นหลายวงใช้คติซ้อมๆๆและซ้อม แล้วประสบความสำเร็จก็มีครับ แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตทำให้รู้ว่า บางครั้งซ้อมน้อยก็ชนะซ้อมมากได้เหมือนกัน


     ออกตัวก่อนนะครับ บล็อคนี้มาจากประสบการณ์ล้วนๆ ไม่อิงทฤษฎีเล่มไหนทั้งนั้น เขียนขึ้นด้วยอารมณ์น้อยใจ + อนาถตัวเอง + สงสารปนหมั่นไส้เด็ก..!!!...ทำไมหรือครับ??...จะเล่าให้ฟัง

     ผมกำลังมั่นใจว่าจะย้ายโรงเรียน ย้ายไม่ได้ก็จะลาออกซะ เพราะ 10 ปีที่ผมพยายามใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีด้วยมุ่งจะให้ต้นสังกัดตัวเองเจริญทันเทียมอารยะ แต่สุดท้ายต้องหมดแรงเพราะความขี้เกียจของคน...อะไรก็ได้ที่ตัวเองมีความสุข ไม่เหนื่อย ไม่เดือนร้อน...นอกนั้น Say no!! ต้องย้ำว่า เด็กด้วยนะ...

     ทำไมถึงน้อยใจ...ก็คนเราน่ะ...ผมเป็นครูทำกิจกรรม ต้องปะทะเจอกับเด็กนอกเวลา ไม่ได้มีคะแนนเป็นข้อแลกเปลี่ยนให้เด็กทำหน้าที่ จะมีก็แต่ความชอบของเขาเอง...ถามว่าเด็กชอบอะไร 21 ปี กับอาชีพนี้ เด็กอยากโต อยากโชว์ อยากช่วย (อันหลังนี่ไม่ค่อยมีแล้วยุคนี้) คือ ชอบคิดว่าตัวเองโตแล้วรู้ดีแล้ว ครูโบราณไม่ทันสมัย รู้ไม่เท่าทันเด็ก อยากโชว์ว่าฉันมีความสามารถพิสูจน์กันตรงคนชื่นชมมีชัยชนะในการแข่ง...แต่สุดท้ายผมสรุปได้ว่า ครู...เป็นได้แค่ไอ้ถ่วงความเจริญ ชอบให้ทำอะไรก็ไม่รู้ไม่ตรงประเด็น ฉันจะลงแข่งเพลงเพื่อชีวิตก็ให้ซ้อมเพลงฝรั่งอยู่ได้...ฉันจะเต้น cover ดัน(เสือก)ให้ไปวิ่งไปเต้นแอรโรบิค...แต่สุดท้ายก็ถูกครูบังคับให้ทำ รายการไหนแพ้ก็บ่นว่าไม่แพ้ได้ไง ให้ซ้อมอะไรก็ไม่รู้เสียเวลา พอชนะมาบอก"กูเก่ง"

     อนาถตัวเองทำไม...ก็เพราะนับวันเด็กยุคนี้สั่งสอนยากขึ้นทุกที เดี๋ยวนี้เขามีครูยูทูป ไม่ฟังหรอกครูกระดาษทรายน่ะ เห็นเขาเล่นเก่งๆก็ยกมาโดยเฉพาะเสื้อผ้า เหมือนกับว่าถ้ากูแต่งเหมือนเขาก็จะเก่ง จะสวยเหมือนเขา....ฝันหวาน........อนาถตรงพูดไม่ออกนี่ล่ะ...อยากจะบอกว่า "อีด...กเอ๋ย หน้าตาและฝีมือไม่ได้ติ่งเขาแม้แต่น้อย ยังจะไปบอกว่ากูเป็นติ่งเขาอีกกกก..กก.ก.....พูดไม่ออกครับ...เพราะครูถูกสั่งให้บอกว่า เก่งมากลูก...ถุ๋ย!

     สงสารทำไม....สงสารพวกที่ต้องตะบี้ตะบันซ้อมเป็นเดือนๆปีๆโดยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ทำอะไรอยู่ หมั่นไส้ก็เพราะคนพวกนี้ชอบหลงว่าตัวเองเก่งแล้ว...ถ้าแพ้เขาก็จะบ่นว่าโดนโกงมั่ง กรรมการไม่ยุติธรรมมั่ง ฯลฯ

     พอรู้ว่าครูจะย้าย บางคนดีใจ บางคนบอกช่างมัน บางคนร้องไห้(ไม่นานหรอก) คนดีใจก็เหมือนนิทานกบเลือกนาย คนดีใจก็คงรู้ว่าครูคนไหนก็เหมือนกัน คนร้องไห้ก็เพราะตกใจกับการเปลี่ยนแปลง..แต่ขอบอก ไม่เกินเดือนที่ครูย้ายออก เด็กจะลืมครูจนหมดสิ้นจำได้แต่เรื่องเลวร้ายที่ครูทำไว้ ...ก็แน่ล่ะ เรื่องดีๆครูก็หอบไปทำงานที่ใหม่ด้วย ทิ้งไว้เรื่องเลวๆไว้ในลิ้นชักโต๊ะเก่า เด็กไปเจอก็ต้องคิดแบบนั้นธรรมดา

     เลิกบ่นดีกว่าครับ สรุปว่า เด็กน่ะ ไม่เคยอะไรกับครูหรอก จบไปก็ลืม ดุด่าเขาไว้อีกหน่อยจบไปเดินผ่านกันมันจะหลอกด่าเอา ขนาดไปยืนดูแลความปลอดภัยให้มันยังบอกว่ามายืนเหี้ยอะไร?...เด็กสมัยนี้ ถ่อยได้อีก

     กลับมาเรื่องซ้อม อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น ซ้อมน้อยแต่แซงซ้อมเยอะ...ได้ไง?...ผมมีประสบการณ์ทำวงมาตั้งแต่อายุ 22 ขวบ ตอนนั้นไม่รู้อะไรหรอก คิดแต่ว่า ต้องแข่งชนะ...จะชนะได้ต้องมีโค้ดยากๆ เพลงยากๆ จะทำได้ก็ต้องซ้อมหนักๆ คิดแค่นั้น...แต่ปัญหาที่ตามมาคือ โค้ดยากไป เพลงก็ยากเกิน เด็กทำไม่ได้...เราก็ อะไรวะ...แค่นี้ทำไม่ได้...ก็ไม่รู้จะทำไงครับ ก็ตะบันซ้อมมมมม...ไม่ได้ก็ เอาใหม่ๆๆๆๆ จนถึงคืนก่อนแข่งก็ยังไม่โอเค  ทำแบบนี้ได้ 7 ปี เลิกครับ...(ย้ายหลายโรงเรียนกว่าจะเลิก) ตอนเลิกก็คือเบื่อประกวดแข่งขัน สิ่งที่เจอหลังจากนั้นคือคำว่า "อะไรวะ" อย่างแรกเลยครับ ปกติจะแข่งทีต้องทะเลาะต้องฟังผู้บริหารบ่นๆๆๆๆ เอะอะก็จะเลิกแข่ง เอะอะก็เงินไม่มี พอเราบอกไม่แข่งนะ อ้างเด็กไม่พร้อม ทีนี้นะ "เมื่อไหร่จะแข่ง?" ถามทุกวัน แย้งไปว่าเปลืองเงิน กลับบอกว่าเงินมีเยอะแยะ...ยิ่งถอยก็ยิ่งได้ครับ

     อย่างที่สอง...พอไม่ประกวดแข่งขัน แรกๆก็ไม่รู้จะซ้อมอะไร ผมก็เบื่อเหมือนเด็กครับ หายใจทิ้ง สุดท้ายก็วอร์มทั้งเย็น ฝึก rhythm มั่ง Tone มั่ง ออกกำลังกาย อะไรไปเรื่อยเปื่อย คือเห็นอะไรที่เด็กประกวดต้องใช้แต่ไม่มีเวลาทำเพราะต้องซ้อมโค้ด ก็เอามาทำเพราะว่างมาก ทำจนหมดก็ปล่อยติวการบ้านให้พี่ๆสอนการบ้านน้องๆ ช่วยกันทำรายงาน งานฝีมือบ้าง เผลอๆก็พากันไปดูหนังซื้อตั๋วยาวเป็นตั๋วรถเมล์ ปรากฎว่าสองปีผ่านไปวงแน่นมาก เด็กรักกันผูกพันธ์กัน ทุ่มเททำอะไรเพื่อกันและกันรวมถึงการซ้อม มีไม่ชอบกันก็บอกกันเปิดเผยแต่ไม่เคยทะเลาะกันเพราะเด็กจะรู้ตัว จะอยู่ด้วยกันเฉพาะเรื่องซ้อมเรื่องวงเท่านั้น ....เพลงที่เคยเล่นไม่ได้ ที่ว่ามหาหิน เด็กรุ่นนี้เล่นเหมือนไม่มีความยากอยู่เลย...ถามว่าคล่องปรื๋อเลยหรือ..ก็ไม่นะครับ แต่ความรู้สึกคือ ต่อเพลงอะไรเด็กจะพบอุปสรรคเท่าๆกัน ไม่ว่าเพลงจะยากจะง่ายขนาดไหนมันก็จะติดๆขัดๆแบบเดิมๆ แปปเดียวก็ผ่าน คนไหนไม่ทันเพื่อนจะร้องห่มร้องไห้ด้วยเหตุผลคือช่วยเพื่อนเล่นไม่ได้ เป็นตัวถ่วง ฯลฯ เพื่อนๆก็ต้องมาช่วยกันเหมือนเรื่องอื่นๆ...4 ปี ผ่านไป(ผมไม่อยู่แล้ว) วงนี้ประกวดชนะเป็นว่าเล่น ในขณที่วงเก่าๆ(ที่ผมเคยไปช่วยไปทำ) 10 ปีก็ยังไม่ไปไหนจนยุบวงไป

     จากสองด้านทำให้ผมสรุปได้ว่า การซ้อม คือ....
การซ้อมคือการทำสิ่งที่ทำไม่ได้ให้ได้
...ด้วย ...
1. การสร้างพื้นฐานทั้งร่างกาย จิตใจ ทีมเวิร์ค ให้ทุกคนทำงานด้วยกันได้อย่างมีความสุข
2. การพัฒนาพื้นฐานการเล่น ความรู้ ทฤษฎี ให้มีมากกว่าที่จะใช้
3. พัฒนาสกิล(skill) โดยการนำเอาพื้นฐานที่ฝึกแล้วมาใช้ หรือ เอาสิ่งที่ใช้ไปเป็นพื้นฐานการฝึก

     ผมพบว่า วงไหน กลุ่มไหน สามารถวิ่งไปด้วยกันเป็นแถวได้ ยิ่งวิ่งเท้าพร้อมกันได้ กลุ่มนั้นวงนั้นจะมี rhythmic ที่ดีมากกว่า  วงไหนได้เล่นซนร้องคาราโอเกะด้วยกันบ่อยๆ จะเข้าใจเรื่อง Tone ได้ง่าย บางทีย้าย section บ้างเป็นช่วง(ผมใช้วิธีให้เด็กย้ายไปฝึกเปียโนหรือ Pitch percussion) เด็กที่ผ่านประสบการณ์พวกนี้จะเรียนรู้เรื่อง Harmony จนถึง Counter point ได้แบบไม่รู้ตัว ดีกว่าคนที่ไม่ยอมไป  เด็กโตๆ ผมจะให้ออกมานำฝึกออกมาเป็นผู้อำนวยเพลงโดยไม่ซ้้ำอยู่กับคนเดิมๆ(ต้องคอยดูด้วยนะครับ) สอนเขาอำนวยเพลงเท่าที่เขาอยากรู้ สิ่งที่พบคือ เด็กเหล่านี้จะรู้จัก music part มากกว่าคนไม่เคย เมื่อเขาไปอยู่ในวงเขาจะได้ยินทำนองอื่นๆมากกว่าที่เคย(ผมเรียนรู้ว่าเรื่องนี้จะเป็นมากสำหรับคนเล่นเบส) และสมาชิกในวงจะรู้จักแยกแยะเข้าใจความแตกต่างของ conductor แต่ละคนได้...สิ่งที่ผมสรุปได้คือ เด็กเหล่านี้ต้องการพื้นฐานที่ดีมากกว่าโค้ดยากๆ    เพราะเท่าที่เห็น เด็กพวกนี้เล่นของง่ายๆให้น่าดูได้ และที่เจ็บปวดคือ เด็กพวกนี้ไม่รู้จักคำว่า "ทำไม่ได้" ตราบที่พื้นฐานเขาปูถึง

     สิ่งที่อยากจะสรุปให้ฟัง คือ อย่าคิดว่าการชนะคือสิ่งพิสูจน์อะไร...การประกวดเเข่งขันอะไรที่เป็นคะแนนพิสวาศ มันอาจจะยอดเยี่ยมสำหรับคนคนหนึ่งจนน้ำตาไหลพราก แต่คนที่นั่งอยู่ข้างอาจจะรังเกียจจนปวดอ้วกก็เป็นได้ ... สิ่งสำคัญ คือ การที่เราจะแสดงการแสดงอะไรสักอย่างให้คนดู เราคงต้องรู้จักสิ่งที่เราจะเล่นให้ถ่องแท้เสียก่อน ประหนึ่งคนจะเล่นละครก็ต้องเข้าใจเนื้อหาและอารมณ์ของละครก่อนจึงจะแสดงได้ดี ... ส่วนดนตรีและการเต้น เราก็ควรจะมีพื้นฐานที่ดี และควรมีอย่างเหลือเฟือให้เราได้เลือกใช้ เสมือนเราถ่ายน้ำโอ่งด้วยขันที่เราไม่มีวันตักขึ้นได้หมดเกลี้ยง ยังไงก็ต้องเหลือติดก้นไม่มากก็น้อย แล้วถ้าเรามีน้ำแค่พอดีเป๊ะๆ โอ่งใบใหม่ก็จะมีน้ำไม่เต็ม เราก็จะสู้คนที่เขามีน้ำสำรองไม่ได้ ไหนจะหกกลางทางอีก ... การตะบันซ้อมก็เหมือนการพยายามใช้กาละมังใบใหญ่ๆถ่ายน้ำจากโอ่ง(เพราะคิดว่าจะเร็ว) ยกก็ไม่ค่อยจะไหว เพราะพื้นฐานร่างกายเราไม่ดี ไหนจะหกกลางทางเพราะพื้นฐานการเดินวิ่งเราแย่ ไหนจะอุปสรรค์ของกาละมังที่ใหญ่จนตักน้ำก้นโอ่งไม่ได้...คนจะใช้กาละมังให้มีประสิทธิภาพ มันก็คงต้องเริ่มจากขันใบเล็กๆก่อนมิใช่หรือ แล้วเราก็คงต้องมีเวลาฝึกตัก ฝึกเดินให้นิ่ง ฟิตร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งมันก็ต้องใช้เวลาและความอดทนในการฝึกทีละอย่าง ... มาถึงก็ฝึกแต่แบกกาละมังวิ่ง  มีแต่เจ็บกับเจ็บ...

     .....คนที่ตะบันซ้อม เป็นคนที่น่าสงสาร เพราะต้องฝึกสิ่งที่ไม่เคยทำไปทั้งชีวิต และไม่เคยรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนแล้ว....ดังนั้น..เขาเป็นคนที่ไม่น่าจะพูดได้ว่า "ทำเต็มที่แล้ว" ...


Credit picture from Google and DCI

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ซื้อทำไม กล้องติดรถ

      เมื่อวานไปเดินซื้อของที่เซียร์มา เห็นกล้องวงจรปิด กล้องติดรถขายกันเกลี่อน เดินไปมองพนักงานก็ชอบพูดว่าถามได้นะ...เบื่อจริงๆ พอถามเข้าจริงก็ตอบไม่เห็นจะได้ มั่วไปเรื่อย อยากจะบอกว่าถ้าคุณแม่ค้าตอบผมว่าไม่ทราบค่ะ ผมอาจจะซื้อก็ได้ แถมบางคนยังมีอาการอวดฉลาด นั่นไม่เท่าไหร่ แต่พวกที่ชอบคิดว่าคนซื้อโง่นี่...ไม่ไหว
     กล้องติดรถกับกล้องวงจรปิดชอบขายอยู่ด้วยกัน เห็นติดป้านกล้องตัวละ2,000 เขียนตัวเล็กๆว่า 420TVL เห็นคะยั้ยคะยอให้ถามนัก ลองถามว่า 420 TVL นี่คืออะไร ดันตอบซะมั่นใจเลยว่า รุ่นใหม่ค่ะ สว่างกว่ารุ่นธรรมดา...ขอบใจ...ตรูไม่ถามก็ได้ฟระ...มึน...
     พอเหลือบไปมองกล้องติดรถ คุณแม่ฯคนเดิมก็รีบเสนอขายไม่รั้งรอ แต่ที่ผมสงสัยจริงๆ ไม่ได้แกล้งโง่คือ ทำไมราคามันหลากหลายต่างกันมหาศาลขนาดนี้ มีตั้งแต่สี่ห้าร้อยจนสองสามพัน เห็นก็ 1080HD เกือบทุกตัว...หันไปถามแม่ค้าว่า มันต่างกันตรงไหนรุ่น 500 กัน 2000 แม่ค้าตอบว่า ก็แล้วแต่ ถามไปถามมาจะเถียงกัน เพราะแม่แกตอบทุบดื้อๆว่ารับมาเท่าไหร่ก็บวกกำไร มันแพงมาจากต้นทาง..เออ ดี สรุปคือไม่รู้ว่างั้นเหอะ แต่พี่แกก็ถามเซ้าซี้ว่า คุณจะเน้นแบบไหน อ่าว...ก็ตรูก็ถามอยู่ว่ามันต่างกันตรงไหน แม่ค้าตอบไม่ได้ แล้วผมจะบอกคุณได้ไงละครับว่าผมจะเน้นอะไร...อันนี้ชัดกว่าอันนั้น อันนี้เฟรมเรทสูงกว่า อันนี้ทำอย่างอื่นได้ด้วย บลาๆๆๆ ก็ว่าไปสิ...ก็เลยไม่ได้ซื้อ เพราะโดนแม่ค้ากวนตีนนี่แหละ..
     แต่เดี๋ยวก่อน....พอหยิบโทรศัพท์ออกมาก็เลยมีสตินึกขึ้นได้ว่า.."จะซื้อทำไมว้าาาา"...นี่ไง! กล้องเทพ เพราะอะไร  smart phone เดี๋ยวนี้มีโปรแกรมหลากหลายว่าแล้วก็.....555+ นั่นไง มีจริงๆ โปรแกรมประเภทกล้องติดรถหรือ car camera ....555+ ขอขำอีกที
     คุณสมบัติสำคัญของกล้องติดรถคือ มันจะบันทึกภาพไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆลบของเก่าทิ้งไป เผื่อมีอุบัติเหตุหรือภาพตื่นเต้นจะได้เปิดดูซ้ำช่วยเราได้ แต่ smart phone ก็ถ่าย VDO ได้ แต่มันถ่ายเป็นไฟล์เก็บไว้จนเต็ม memory โปรแกรมพวกนี้จะคอยจัดการเรื่องไฟล์ VDO ให้เราเอง คือมันอัดเป็นไฟล์ๆ และลบไฟล์ที่เก่าแล้วทิ้งไป
     อยากจะบอกว่า โปรแกรมบน smart phone มีความยืดหยุ่นและลูกเล่นมากกว่าที่กล้องติดรถมี อันที่เจ๋งๆ ก็เห็นจะเป็นระบบ GPS ซึ่งมีอยู่แล้วในโทรศัพท์ ดังนั้นนอกจากจะบันทึก VDO ไว้เป็นหลักฐานได้แล้ว มันยังบอกตำแหน่งของเราได้ บอกได้ว่า ขณะนั้นเราขับรถด้วยความเร็วเท่าไหร่ บางโปรแกรมจำเส้นทางด้วยว่ามาจากไหน บางโปรแกรมมี snap shot ให้ด้วย บางโปรแกรมมี shock sensor พอมีแรงกระแทก โปรแกรมจะล็อคไฟล์นี้ไว้ไม่ให้ลบ หรือ snap short ไว้ด้วย บางโปรแกรมพอเกิด shock แล้วไม่มีคนมากดหน้าจอเกินกว่าเวลาที่ตั้งไว้ โปรแกรมจะโทรออกไปยังเบอร์โทรฉุกเฉิน หรือ ส่ง sms บอกตำแหน่งและข้อความที่ตั้งไว้ด้วย...555+ ขอขำอีกหนึ่งที เพราะผมคิดได้แล้วว่า ใช้อันนี้ดีสุด 
     แต่ว่า ก็ไม่ใช่ดีไม่มีเสียนะครับ  เพราะโทรศัพท์เราต้องใช้ การตั้ง Auto ก็ลำบาก เท่าที่ลองก็ไม่ค่อยจะเป็นไปตามเงื่อนไข อีกทั้งกล้องติดรถจะมี infrared ทำให้ภาพกลางคืนชัดกว่า แต่ถ้าโทรศัพท์ไฮโซหน่อยก็คงจะสูได้หรือดีกว่า ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งคือ ต้องถอดเข้าถอดออกเนี่ยแหละ ครั้นจะติดแช่ไว้ก็ไม่มีโทรศัพท์ใช้ ดีไม่ดีกระจกรถจะแตกเพราะโดนทุบขโมยโทรศัพท์ซะ  ก็ต้องเลือกนะครับ แล้วแต่จะชอบ ผมเลือกใช้โทรศัพท์เพราะงบน้อย ใช้ที่มีดีกว่า ........ว่าแต่กล้องติดรถเนี่ย จอดทิ้งไว้ที่ทำงาน เย็นมากองอยู่ที่พื้นทุกที...แดดบ้านเรามันแรง ยางตัวดูดเปื่อยหมด สุดท้ายก็ต้องถอดเข้าถอดออกเหมือนกัน....เฮ้อ... 



วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แสงสีฟ้า ไม่ใช่แค่โฆษณาชวนเชื่อ

     ช่วงหลังๆ มีการโฆษณาฟิลม์กันรอยมือถือที่บอกว่ากันแสงสีฟ้า และอ้างข้อเสียของแสงสีฟ้าว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  บางคนเห็นแล้วก็ว่า "เว่อร์"ไปรึเปล่า...คือไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่มันเกินเหตุไปรึเปล่า?...ผมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดเช่นนั้น...

     ก็เลยไปศึกษาดูเกี่ยวกับอันตรายจากแสงสีฟ้าที่ว่าส่องออกมาจากจอมือถือต่างๆ ปรากฎว่าสิ่งที่ค้นเจอมันมากกว่าที่คิด 

     อันที่จริงการจ้อง เพ่ง จอมือถือก็ทำให้ตาเสียได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสียสายตาเพราะเพ่งมองตัวหนังสือเล็กๆ ทำให้ต้องถือจ่อตาในระยะที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และ อื่นๆอีกมากมาย แต่ผลกระทบจากแสงสีฟ้าเนี่ย...โฆษณาไม่ได้บอกไว้เลยว่าเสียสุขภาพอย่างไร 



     ความจริงแสงก็คือคลื่นชนิดหนึ่งและมีมากว่าที่ตาเราเห็น คือเราจะเห็นแสงแค่สีแดงถึงสีม่วงเท่านั้น แสงที่ความถี่ต่ำกว่าแดงเราจะคุ้นเคยว่า Infrared สูงกว่าสีม่วงเราเรียกว่า Ultra violet ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั้งนั้น และหลายคนก็คงรู้อีกว่า แสงทั้งสองอย่างไม่ดีต่อเรา  แต่อันตรายจากแสงสีฟ้าต่างจากนั้น คือ แสงสีฟ้าจะมีพลังงานสูงกว่าสีอื่นๆ นั่่นคือเหตุผลหนึ่งที่เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า และเมื่อเราเพ่งจอมือถือซึ่งผลิตแสงออกมาและแน่นอน แสงสีฟ้าที่ออกมาจากจอย่อมมีพลังงานสูงกว่าแสงสีอื่น ซึ่งอาจมากพอทำลายจอประสาทตาได้ในระยะยาว

     ที่ตื่นเต้นกว่านั้น คือ มีผลงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ที่รวมตัวกันศึกษาผลกระทบของการทำงานเป็นกะ พบว่าคนที่ทำงานเป็นกะ หรือ ทำงานกลางคืน มีโอกาสป่วยด้วยโรคต่างๆมากกว่าคนที่ทำงานกลางวัน โดยเฉพาะมะเร็ง และจากการศึกษาพบว่า สาเหตุมาจากการสับสนของนาฬิการ่างกายของคนเราทำให้การหลั่งฮอร์โมนผิดพลาด เนื่องจากในขณะที่เราหลับลึก ร่างกายจะหลั่งสารต่อต้านอนุมูลอิสระออกมาทำให้ลดโอกาสการเป็นมะเร็ง ดังนั้นคนที่นอนน้อยก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งมาก ต้องเน้นว่าการหลับลึกเท่านั้นจึงจะมีผล และสารต้านอนุมูลฯจะหลั่งหลังจากเข้าสู่ภาวะหลับลึกไปแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง

     การศึกษาพบว่า มีแสง 2 สี ที่ส่งผลต่อระบบนาฬิกาในร่างกาย คือ แสงสีฟ้า และแสงสีเหลือง กล่าวคือ เมื่อคนเราเห็นแสงสีฟ้า ซึ่งเราจะเห็นแสงนี้ในธรรมชาติในตอนกลางวัน เช่น แสงท้องฟ้า ร่างกายจะเรียนรู้ว่าขณะนี้เป็นเวลากลางวัน และร่างกายจะเข้าสู่โหมดเตรียมพร้อมในการใช้งานร่างกาย ระบบซ่อมแซมร่างกายจะหยุดลง และเมื่อเห็นแสงสีเหลือง(แสงท้องฟ้าตอนเย็น)ร่างกายจะเข้าเรียนรู้ว่ากำลังจะมืด ร่างกายจะลดกระบวนการลง ซึ่งก็จะทำให้เราง่วงนอนนั่นเอง 

     นักวิทยาศาสตร์พบว่า การให้คนขับรถบรรทุกเห็นแสงสีฟ้าในขณะขับรถ จะทำให้คนขับง่วงนอนน้อยลง และการใช้แว่นตากรองแสงสีฟ้ากับกลุ่มตัวอย่างที่ทำงานกะกลางคืนพบว่า ร่างกายมีการหลั่งสารต่างๆที่จะมีเฉพาะตอนหลับออกมาได้โดยมิต้องนอนหลับจริงๆแต่ประการใด

     รู้แบบนี้แล้ว ก็อย่าจ้องมองจอมากไปนะครับ ... เป็นแผลที่เนื้อตัวรักษาได้ เป็นแผลที่ตานี่ต้องรอชาติหน้าเลยนะครับ...

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

การสอบใบขับขี่

     สวัสดีครับ วันนี้วันที่ 12 เมษา 57 ก่อนวันสงกรานต์ 1 วัน เป็นวันหยุดยาวที่หลายๆคนรอคอย ผมก็เลยมีเวลาโพสต์บล็อกซักเรื่องเนื่องในวันหยุด เพราะพึ่งไปทำใบขับขี่(รอบที่ 3) มาเมื่อวาน อยากจะบอกว่า สุดยอด!!... แต่ว่าสุดยอดตรงไหนลองอ่านดูนะครับ

     ผมไม่ได้ขับรถนานแล้วก็เลยปล่อยใบขับขี่ที่มีแบบไม่สนใจ เผลอแปปเดียวขาดอายุไป 4 ปีเศษ พอต้องมีภาระกิจขับรถไปต่างจังหวัดก็เลยต้องไปต่อใบขับขี่  ผมก็เลยเดินทางไปที่กรมขนส่งฯตรงจตุจักร ปรากฎว่าไม่ได้ทำหรอกครับ เพราะไปอ่านป้ายแล้วต้องร้อง อั๋ยย๊ะ...ก็ระเบียบชัดเจนว่า ใบขับขี่ที่ขาดอายุเกิน 1 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องอบรมและสอบข้อเขียน ถ้าขาดเกิน 3 ปี ต้องทำใหม่หมดเหมือนทำใหม่...แล้วดูคนครับ...เพี้ยบ!! พอไปถามปรากฎว่า ไม่รับคิวหน้างานครับ ต้องโทรจอง นานเป็นเดือน!! ผมเลยถอยกลับมาตั้งหลักก่อน

     กลับบ้านมาก็มาหาข้อมูลว่าจะจองคิวอย่างไร ก็มีผู้ที่ให้ความรู้ในเวปต่างๆนี่ล่ะครับ ให้ช่องว่า มีขนส่งต่างจังหวัดคนจะน้อย และรับคิวหน้างานบ้าง ผมก็หาสถานที่พบว่าที่ อ.คลองหลวง มีสาขาของกรมการขนส่งซึ่งรับทำใบขับขี่อยู่ ก็เลยตัดสินใจไปที่นั่น

     ออกจากบ้านแต่เช้ามืดครับ ไปถึงราว 6 โมงเศษ มีคนรออยู่ก่อนแล้วร่วม 30 คน  รอไปรอมาได้คิวที่ 21 เกินที่เขากำหนดไว้ 1 คน คือรับแค่ 20 คิว ที่เหลือรับจากคิวจองอีก 40 คน รวมกับพวกสอบตกมาสอบซ่อมอีก ก็วันนึงราวเกือบร้อย...

     ผมโชคดีได้คิวคนจองแต่ไม่มา ได้สอบละครับงานนี้...อิอิ  กรอกใบคำขอเสร็จก็ไปสอบสมรรถภาพครับ มีให้ทำ 4 อย่าง คือ ตรวจตาบอดสี คือ เจ้าหน้าที่จะชี้ๆป้าย เราก็ตอบๆไป  อย่างที่สองคือทดสอบประสาทสัมผัส ให้เหยียบคันเร่ง พอเห็นไฟแดงให้เหยียบเบรค...หึหึ สนุกดี  อย่างที่สามคือทดสอบการกะระยะ เข้าใจว่าเป็นการทดสอบอาการตาเหล่แฝง คือจะมองลอดรู มองไปจะเห็นไม้สองแท่ง เราต้องเลื่อนไม้เดินหน้า-ถอยหลัง ให้ทั้งสองแท่งอยู่ตรงกัน อันที่สี่คือทดสอบความกว้างในการมอง จะมีช่องสีให้เรามองข้างละช่อง เจ้านหน้าที่จะกดไฟให้เราบอกว่าเห็นสีอะไร ที่ฮาคือเจ้าหน้าที่สถานีที่สามกับสี่นี่โคตรดุเลย (เขาใช้เจ้าหน้าที่หนึ่งคนทดสอบสองสถานี)

     ทดสอบเสร็จก็เข้าห้องอบรม มีเปิดวิดีโอให้ดูเรื่อยๆ เกี่ยวกับการขับรถ จริงๆมันคือการรอเวลาให้คนสอบสมรรถภาพเสร็จหมดนั่นเอง พอสิบโมงก็มีเจ้าหน้าที่มาอบรมเกี่ยวกับกฎจราจร เรามันพวกเก่าแล้วฟังไปก็ง่วงไป แต่ทำไงได้ ระเบียบให้อบรมตั้ง 4 ชม. แถมมีข่าวว่าจะเพิ่มเป็น 12 ชม.อีกต่างหาก

     อบรมกันสองช่วง เช้าสอง บ่ายสอง พออบรมเสร็จก็สอบเลย(เดี๋ยวลืม) แต่การสอบนี่น่าสนุก ใครกะจะใช้ความรู้รอบโต๊ะล่ะก็ ลืมไปได้เลย เพราะการสอบใช้คอมพิวเตอร์ครับ ข้อสอบไม่ตรงกัน แต่...ก็นี่และที่อยากจะบ่นก็ตรงเนี้ย....ข้อสอบมี 30 ข้อ ต้องได้ 23 ข้อ ถึงจะผ่าน  ผมทำผิดไป 3 ข้อ เพราะอะไรรู้ไหม? ก็เพราะข้อสอบมันไม่รู้จะตอบว่าอะไรกันแน่!! คือข้อสอบมัน error น่ะ เช่น มีข้อนึง(แทบอยากทุบคอม)ถามว่า ถ้ามีรถสองคันวิ่งมาพร้อมกันโดยที่คันหนึ่งจะเลี้ยวซ้ายอีกคันจะเลี้ยวขวา เราควรทำอย่างไร? !?!!?! ใครว่าไม่ error ก็บ้าแล้ว ...เรา คือใคร...คันที่จะเลี้ยวมันมาจากทางไหน...มันอยู่เลนไหน...ง่ะ!!! ไอบ้า นี่มันข้อสอบตัดคะแนนชัดๆ อีกข้อถามว่า การขับขี่รถยนต์ต้องวิ่งช่องซ้าย ยกเว้นกรณีใด ก.มีสิ่งกีดขวางในช่องซ้าย  ข.มีน้ำท่วมขังในช่องซ้าย ค.ไม่มีรถวิ่งสวนมา ง.วิ่งได้ตลอดเวลา...เอ้า.. .ก. หรือ ค....ถ้าตอบ ก. แล้วมีรถวิ่งสวนมาล่ะ?  ถ้าตอบ ค. แล้วถ้ามีสิ่งกีดขวางล่ะ...จริงๆ ข้อ ก. กับ ค. มันต้องอยู่ด้วยกันนิ  หรือตูคิดมาก ....จะทำคลังข้อสอบทั้งที วิเคราะห์ข้อสอบให้ดีก็จะดีนะครับ เจ้าหน้าที่อ่านเจอก็กลับๆไปดูๆข้อสอบของท่านกันหน่อยนะ อาชีพครูอย่างผม เห็นแล้วรู้สึกรันทด ขนาดข้อสอบระดับชาติยังเป็นอย่างนี้ จะเอาอะไรกะข้อสอบในโรงเรียนที่ครูสอนเอง ออกเอง...กลุ้ม!

     วันรุ่งขึ้นไปสอบภาคปฏิบัติ  ขนส่งฯคลองหลวงนี่ มีให้สอบแค่สามท่า...ถ้าเป็นมอเตอร์ไซด์ จะให้แค่จอดให้ตรงจุด ขับทรงตัวบนทางแคบ 10 วินาที  หลบกรวย 5 อัน จบล่ะ....โคตรง่าย...แต่ขับรถนี่สิ...สถานีก็เหมือนๆกับขนส่งใหญ่ แต่ที่แสบคือ ท่าหนึ่งนี่แหละ...ข้อสอบคือจอดชิดขอบทาง...ไม่ยากใช่ไหม?...แต่ ที่นี่กลับรถแล้วต้องจอดชิดขอบทางแทบจะทันที...คนที่ไปสอบมาจะเรียกท่านี้ว่า กลับรถชิดขอบทาง....โหดสุดๆ  วันนึงสอบ 60 คน ตกที 20 กว่าคน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นท่าหนึ่งทั้งนั้น....แล้วก็อยากจะฝากไว้นะครับ ไม่ว่าจะสอบที่ไหน อย่าลืมคาดเข็มขัดทุกครั้ง ไม่งั้นพี่แกปรับตกไม่รู้เรื่อง  พวกสอบมอเตอร์ไซด์ สวมหมวกต้องรัดสายคางด้วยนะ ไม่งั้นพี่แกปล่อยให้สอบจนเสร็จแล้วค่อยประกาศว่า "...หมวกไม่รัดสายคางนะคะ ไม่ผ่านค่ะ อีก 3 วันมาใหม่นะคะ..."

     เอาละครับ เอาพอขำๆ...เพราะขำตัวเองตั้งหลายอย่าง  ใบขับขี่ไปต่อตามเวลาก็ไม่ต้องยุ่งขนาดนี้ละ  ปล่อยขาดซะนานเนก็ต้องลำบากอย่างนี้แหละ ... ว่าแต่ ใครนะที่คิดว่า การสอบใบขับขี่(ใหม่) ต้องอบรมกัน 4 ชม. แถมจะเพิ่มเป็น 12 ชม. เนี่ย มันจะทำให้คนขับรถดีขึ้น?....ใช่หรือ.... สมัยก่อนไม่อบรม แค่ให้อ่านหนังสือ ผมว่า คนสมัยนั้นขับรถดีมีน้ำใจกว่านี้อีกนะ  เข้าแนวว่า ยิ่งเรียนยิ่งรู้มาก ยิ่งรู้มากยิ่งเกรียนหรือเปล่า?.... เพราะผมว่า มันก็แนวความคิดเดียวกับครู 5 ปี ครู 6 ปี เนี่ยแหละ เรียนเยอะแล้วมันจะมีความเป็นครูเพิ่มขึ้น จริงหรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป....แต่ที่แน่ๆ คนจะไปทำใบขับขี่ต้องลางานสองวัน เสียการเสียงาน ถ้าสอบตกก็ต้องลาเพิ่มอีก...หูยส์... งานบางประเภทถูกตัดเงิน...น่าเห็นใจนะครับ ขนส่งน่าลองพิจารณานะครับ เปิดสอบวันหยุดบ้างก็ได้ ไหนๆ ก็ใช้ระบบโทรจองอยู่แล้ว พอจะบรรเทาความเดือดร้อนคนบางอาชีพได้บ้าง....นศ.ครูไปฝึกสอนยังได้ ชม.  ครูทดลองราชการยังได้เงินเดือน  มาสอบขับรถนี่ไม่ได้อะไรเลยนอกจากใบขับขี่ แถมเสียเงินอีก 5 - 6 ร้อย แถมต้องไปทุก 5 ปี...ผมว่ามันถี่ไป.... เอาซัก 15 ปี ก็น่าจะโอเค...สภาพใครจะเปลี่ยนเร็วขนาดนั้นถ้าไม่ใช่ป่วยร้ายแรง

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

วงโยฯขอทาน !!!???

     กระแสรุนแรงเรื่องวงโยฯสว.2 ไปขอยืมเงินคุณตันกลายเป็นเรื่องโด่งดังไปทั่วทุกที่...ครั้งแรกที่ผมเห็นเรื่องนี้คือ Facebook ซึ่งศิษย์เก่าท่านหนึ่งแชร์มาให้พร้อมคำถามว่า "ไหงทำงี้" ผมเปิดดูก็เห็นว่า มันคือคลิปที่(ใครสักคน)บรรยายเกี่ยวกับการได้รับเชิญไปแข่งที่ต่างประเทศแต่งบยังไม่มา...

     จะไม่โพสก็เห็นว่าใครก็รู้กันหมด ทั้งคนในคนนอกวงการ คนไม่ได้เกี่ยวข้องกันการศึกษายังพูดกันเลย ผมเลยเกิดความรู้สึกเหมือนอยู่ตรงกลางยังไงก็ไม่รู้...เอาเป็นว่า นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมก็แล้วกัน ใครไม่คิดอย่างผมก็อย่าใสใจละกันครับ

     สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แปลกเลยสำหรับผม  นี่คือมาตรฐานของวงจรนี้ด้วยซ้ำไป  วงโยฯบ้านเราก็มีแต่เด็กระดับมัธยมเล่นกัน แล้วก็ชอบได้รับเชิญไปแข่งต่างประเทศ  โรงเรียนก็ชอบอนุมัติ  หน่วยงานกลางก็ชอบเห็นด้วย  แต่คลังมักไม่ชอบจ่ายเงิน!!!

     แล้วจะทำยังไง....ผมขออนุญาต "แฉ"เลยละกันว่า ทุกโรงเรียนที่ไปแข่งต่างประเทศ ก็ระดมทุนกันทั้งนั้น จะด้วยวิธีใดเท่านั้นเอง และงบก็ว่ากันเป็นสิบล้านทุกที  เด็กๆเองก็ต้องเดือดร้อนออกตังค์ ผมเคยไปมีทีนึง เด็กออกต้งค์คนละ 4 หมื่น มีบางคนไม่มีตังค์ ครูก็เลยต้องเก็บเกินจริงเอาไปถัวกับคนที่ไม่มีตังค์

     อย่าว่าแต่ไปต่างประเทศเลย แค่แข่งในประเทศยังขอกันตลอด มีทุกรูปแบบตั้งแต่ขอสนันสนุนจากห้างร้าน ผู้ปกครอง ทอดผ้าป่า หรือ แม้แต่ให้นักเรียนเดินเรี่ยไร...ผมเห็นเด็กเดินขอบริจาคแล้ว ขอบอกว่าน้องๆบางคน เกินค่าตัวจริงๆ ยกมือไหว้ท่วมหัว...พ่อแม่มาเห็นคงน้ำตาไหล

     เนี่ย...คือวงจร....วงจร....(เรียกวงจรอุบาทว์ดีไหม?)....วงจรที่ผู้ใหญ่นี่แหละสร้างขึ้น  เหตุเพราะค่าใช้จ่ายกิจกรรมนี้มีสูง แต่โรงเรียนไม่มีเงินจ่าย  แถมมีค่านิยมเรื่องชื่อเสียงมาสนับสนุนอีก

    ผู้ใหญ่ที่ผมจะขอกล่าวถึง คือ ผู้ใหญ่ทางระบบ ไม่ระบุตัวนะครับ...อย่างแรกคือ รัฐ...เรื่องภาษีเครื่องดนตรี ที่ถือว่าเครื่องดนตรีเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีสูงปรี๊ด จนราคาวงโยฯวงหนึ่งๆว่ากันเป็นหลักสิบล้าน ไม่เคยคิดจะสร้างระบบยกเว้นภาษีให้โรงเรียน แม้แต่โรงเรียนรัฐบาลซื้อเองก็ตาม เครื่องดนตรีรุ่นเดียวกัน บ้านเราขายห้าหมื่น ประเทศต้นทางขายหมื่นเดียว  ซื้อเครื่องดนตรีวงนึง สิบล้าน เป็นต้นทุน 2.5ล้าน ภาษีซะ 5 ล้าน  เจ๊กบวกไปอีก 30-40 เปอร์เซนต์...นั่นแหละราคา...ลองคิดกันดูขำๆนะครับ ถ้านโยบายรัฐสนับสนุนจริงๆ ก่อนจะหาเงินมาทุ่มให้เป็นสิบ ยี่สิบล้าน การยกเว้นภาษีจะทำให้ราคาจะลดลงไม่น้อยกว่าครึ่ง...ที่ตลกคือ โรงเรียนรัฐก็ใช้งบรัฐซื้อ ซึ่งก็มาจากภาษี....ขำๆ โง่ๆ ก็คือเก็บภาษีเจ็กขายเครื่องดนตรีมาซื้อเครื่องดนตรีเข้าโรงเรียน...แล้วจะคิดภาษีเพื่อ!!!.....???

       ผู้ใหญ่ที่สองคือผู้บริหารโรงเรียน คนไม่ทำก็ไม่เอาเลยยย  คนจะทำก็บ้าสุดขีด นานๆจะเจอคนที่มองภาพกว้างรวมๆได้ซักคน อย่างอดีต ผอ.โรงเรียนนี้(เนี่ยแหละ)ท่านหนึ่ง อยากให้โรงเรียนมีดนตรี อยากเห็นเด็กซ้อมมีความสุข แถมบล็อคไว้ด้วยว่า "ไม่แข่งนะ" แต่ก็มีแย้มๆว่า ถ้าพร้อมจริงๆค่อยว่ากัน ส่วนเรื่องงบท่านก็บอกว่า ค่อยเป็นค่อยไป มีเงินก็ซื้อ ให้ครูวางแผนยาวๆ....แต่ทว่า ส่วนใหญ่ไม่เป็นแบบนี้ เจอคนบ้าเข้าไป ทุ่มซื้อเครื่องดนตรีเยอะแยะ จ้างครูระดับเทพเจ้ามาสอน ดูดเด็กที่อื่นมาเล่น ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ซึ่งโรงเรียนหรือตัวของผู้บริหารหรือครูอาจได้ประโยชน์จากตรงนี้ แล้วเด็กล่ะ ได้อะไร? ให้ซ้อมๆๆๆๆแข่งๆๆๆๆ   ชนะ!...แต่ไม่ได้เรียนหนังสือ... อยากจะบอกว่า บางครั้งสิ่งที่ผู้ใหญ่ระดับนี้ทำ มันเหมือนคลื่นสึนามิที่มีผลกระทบระยะยาวไปอีกหลายปี...โรงเรียนเปลี่ยนไป เด็กเปลี่ยนไป  วัฒนธรรมเปลี่ยนไป...ท่านได้สร้างอะไรบางอย่างไว้ ซึ่งบางอย่างเด็กไม่น่าจะมี เช่น การทำทุกอย่างเพื่อตนเองและพรรคพวก เช่น การไปดูดคนอื่นมาจากโรงเรียนอื่น เพื่อเสริมสร้างตัวเอง ปล่อยให้วงเดิมของเขาพินาศพนาสูญไป มันเป็นคุณลักษณะจิตใจคับแคบที่ไม่ควรปลูกฝังให้เด็กมิใช่หรือ...

     ผู้ใหญ่ที่สามคือ ผู้จัดแข่ง ผมขอไม่เอ่ยไปถึงผู้จัดในต่างประเทศนะครับ เพราะเขาไม่รู้วัฒนธรรมของเราแต่ประการใด  ผมเคยเสนอในที่ประชุมประกวดว่า กติกาข้อหนึ่งที่ควรกำหนดไว้ คือ ต้องไม่ใช้เวลาเรียนในการซ้อมอย่างยาวนาน เช่น ไม่เรียนเป็นเทอมๆ เป็นต้น ผลคือ แทบโดนถีบออกจากห้องประชุม  เดี๋ยวนี้การประกวดวงโยในบ้านเรามีหลายสนาม ห้วงเวลาก็ไม่ค่อยจะดี เช่น ช่วงเดือนมกราคม เป็นเดือนสอบกลางภาค มีหลายวงเด็กไม่ได้สอบ หลายวงเด็กไปสอบแบบกามั่ว เพราะเข้าค่ายซ้อมยาวตั้งแต่ตุลาคม นอนโรงเรียน เปิดเทอมมาก็ว่าไม่ทัน ต้องงดเรียนซ้อมๆๆๆๆๆ รู้ตัวอีกทีเด็กไม่ได้เรียนมา 2 - 3 เดือนแล้ว 

   ผู้ใหญ่ที่สี่ คนเนี้ย โดนหนัก...ก่อนจะโดน ขอเข้าข้างก่อนครับ การประกวดวงดนตรีเนี่ย ไม่ได้ประกวดแบบวิ่งแข่ง ไม่มีที่หนึ่ง ไม่มีที่โหล่ แต่เป็นการแข่งแบบสอบในโรงเรียนนั่นแหละ เกิน 80 ก็ได้เหรียญทองทุกวงนั่นแหละ แต่บ้านเรา ชอบเหลือเกิน การเปรียบเทียบว่าใครเก่งกว่ากัน แม้กรรมการจะไม่บอก มันก็เที่ยวไปขุดคุ้ยหา หาไม่ได้ก็เดากันไปเดากันมา แล้วก็ชอบเดาเข้าข้างตัวเอง....ที่จะบอกคือ น้องๆเขาไปแข่งกะใคร คำตอบคือแข่งกับตัวเองครับ มีโอกาสได้เหรียญทองแดงหรือตกรอบเหมือนกัน  ฝรั่งเขาไม่เหมือนคนไทยนะ มีร้อยวง ตกรอบทั้งร้อยวงก็ได้ ไม่มีกันที่ 1 2 3 ไว้หรอก ... เรื่องเชิญเนี่ย ฝรั่งเขาถือนะครับ สิทธิ์ส่วนบุคคล เราไม่อยากไปเขาไม่เชิญหรอก ทุกปีเป็นเช่นนี้ อาจมีบ้างที่คณะกรรมการประกวดคุ้นเคยกับโรงเรียนหรือครู ก็เอ่ยปากหรือส่งจดหมายมาบอกว่า เฮ้! เราจะจัดประกวดละนะ ยูจะเข้าประกวดไหม? บางรายการก็ส่งไปตามรายการประกวดในประเทศ ก็เป็นสิ่งถูกต้องที่จะต้องให้โควต้าแชมป์หรือวงที่มีผลงานดีไปแข่ง แบบเดียวกับประกวดนางงามนั่นแหละ  แต่ถามว่าแชมป์ต้องไปไหม?...ไม่ต้องก็ได้ครับ....ไม่แชมป์ไปได้ไหม?....ได้ครับ  ไม่เคยประกวดยังไปได้เลย มีเงินไปหรือเปล่าเท่านั้นแหละ

     ทีนี้ ครูคุมวงเองนั่นแหละ ที่จะบอกเด็ก หรือ ปลูกฝังเด็กอย่างไร...ผมเข้าใจว่าทุกคนไม่ได้ดีทุกด้านรวมทั้งตัวผมเองด้วย แต่ผมอยากบอกว่า ครูเป็นอย่างไรเด็กก็เป็นอย่างนั้น สิ่งที่ผมวิงวอนเพื่อนๆ น้องๆ (พี่ๆบอกไม่ได้) ที่สอนวงดนตรีโรงเรียนทุกคนมาเสมอ และอยากนำเสนอถึงครูวงโยทุกท่าน คือ
1. เด็กไม่ใช่หนูทดลอง
2. พ่อ-แม่ เขาส่งลูกเขามาเรียนหนังสือ
3. มีไม่มากที่อยากให้ลูกเป็นนักดนตรี
4. ความต้องการของตลาดดนตรีมีน้อยมาก
5. ดนตรีมีไว้เล่นกับเพื่อน ไม่ใช่ศัตรู
ดังนั้น อย่าสั่งสอนอะไรที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าดีต่อตัวเด็กจริงๆ อย่าให้เด็กออกมาจากห้องเรียน อย่ายัดเยียดความเป็นนักดนตรีให้กับเด็กถ้าเขาไม่ต้องการจริงๆ เพราะมันจะจบมาแบบไม่มีงานทำ  ที่สำคัญผมจะสอนน้องๆและลูกศิษย์เสมอว่า ชัยชนะจากการประกวดไม่ได้พิสูจน์อะไรเรา เพียงแค่เราซ้อมให้เล่นได้อย่างที่ต้องการ นั่นก็คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดทั้งมวล เพราะมันคือการเอาชนะใจตนเองได้ขั้นหนึ่ง แล้วถ้าอยากเก่งจริงๆเราต้องมีเพื่อนมากๆ แล้วเราจะสามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบกว่าการอยู่ในกะลา ....(จริงๆแล้วเทศนาเรื่องนีได้ทั้งวัน)

     ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่คนเราต้องมี ความฝันเป็นสิ่งที่เราต้องตามหา เด็กเขาก็มีความฝันของเขา......... อย่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือเลยนะครับ .... เราได้สองขั้นหนึ่งที แต่เราทำลายเด็กทั้งชีวิตหรือเปล่า?

     กิจกรรมของโรงเรียนเป็นสิ่งที่ควรมีเป็นอย่างยิ่ง แต่เราไม่ควรสุดโต่ง  จริงแล้วการวิเคราะห์ผลดี-เสียระบบการศึกษาบ้านเรามีตัวช่วยอย่างดีเลย คือการศึกษาของญี่ปุ่น เราใช้ระบบเดียวกันเปี๊ยบ แต่เขาทำอะไรจริงจัง แปบเดียวเห็นผลละ ดูบอลโลกประไร จะว่าไปเขานำหน้าให้เราดูแล้วว่าอะไรดีไม่ดี ...โรงเรียนญี่ปุ่นเน้นกิจกรรมมาก เด็กทำกิจกรรมกันเอาเป็นเอาตาย ซ้อมเช้าซ้อมบ่าย แต่เวลาเรียนก็จริงจังเหมือนกัน...คนไทยที่ไปครูอยู่ที่นั่นให้ความเห็นกับสื่อว่า ญี่ปุ่นควรลดกิจกรรมลงบ้าง ไทยควรมีกิจกรรมให้เด็กมากกว่านี้...นั่นเพราะกิจกรรมของเด็กนักเรียนญี่ปุ่นมากจากเด็กไม่มีเวลาทำอย่างอื่น คือเรียนแล้วก็ซ้อม มันสร้างคนได้แต่มันก็อาจจะมากไปหน่อย เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้หยุดเลย  แต่ของไทยก็น้อยไป เน้นไปที่ห้องเรียนจนเด็กทำอะไรไม่เป็น(ดูให้รู้ โรงเรียนมัธยม)

     ....พ่อ-แม่เขาไว้ใจเขาถึงเอาลูกมาฝากไว้กับเรา หวังว่าเราจะสั่งสอนให้ลูกเป็นคนเก่งเป็นคนดี เขาอยากให้ลูกทำอะไรได้มากกว่าหนึ่ง ไม่ใช่แค่ท่องตำราอย่างเดียว  เรา ครูวงโย ก็ช่วยสนับสนุนให้เด็กของเรามีมากกว่าหนึ่งอย่างที่เขาคาดหวัง อย่าฉุดลากให้เขาต้องละทิ้งหน้าที่หลักของเขาเลย  ชาติยังต้องการอนาคตของเขาในการสร้างชาติอีกเยอะ ดนตรีทำได้แค่บำบัดจิตใจ เต็มที่ก็แค่สงเสริมการพัฒนา EQ  มันให้เด็กไปดาวอังคารไม่ได้หรอก...แค่ซื้อข้าวกินยังลำบากเลย!

   



วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

อันดับการศึกษาไทยในอาเซียน






     เราคงเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วว่า การศึกษาไทยในอาเซียนเราอยู่อันดับรั้งท้ายตามหลังลาว และกัมพูชา(ซะอีก) ซึ่งสร้างความตกใจให้แก่ผู้รับทราบข้อมูลนี้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาคงอึ้ง ทึ่ง งง ว่ามันเป็นไปได้ยังไง?


     จากข้อมูลที่ว่า หลายคนคงเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าคุณภาพทางการศึกษาบ้านเราอ่อนด้อย ประสิทธิภาพของโรงเรียนไม่เอาไหน ครูไม่ได้เรื่อง สู้ลาวก็ไม่ได้..บลาๆๆ... แต่เดี๋ยวก่อนครับ...

     ในความเป็นจริง การประเมินจัดอันดับการศึกษาที่หลายๆคนเอามาใช้ทิ่มแทงครูนั้น ไม่ใช่การเอาผลการสอบของผู้เรียนมาเปรียบเทียบกันด้วยวิธีการตรงๆหรือสูตรซับซ้อนที่ไหน และไม่ใช่การประเมินจากความสามารถทางการเรียนของนักเรียนด้วยซ้ำไป...แล้วอันดับมาจากไหน?..

     อันดับที่ว่านี้ เป็นข้อมูลที่จัดทำโดย WEF หรือ World Economic Forum ซึ่งจัดอันดับทั้งโลก(ที่เป็นสมาชิกเข้าร่วมโครงการประเมิน) โดยข้อมูลมาจากการจัดทำอันดับความสามารถทางการแข่งขันนานาชาติ ซึ่งก็มีการประเมินหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงการศึกษาด้วย โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 หมวด ได้แก่ ปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยการยกระดับประสิทธิภาพ และปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ

     ทั้งนี้ วิธีได้มาซึ่งข้อมูล WEF จะให้น้ำหนักกับการสำรวจความคิดเห็นและการให้คะแนนของผู้ประกอบการภาคธุรกิจถึง 2 ใน 3 อีก 1 ส่วนจะมาจากข้อมูลทางสถิติขององค์กรต่างๆของสหประชาชาติ ซึ่งจะเห็นว่า ไม่มีการนำข้อสอบมาวัดเทียบกันแต่อย่างใด!

     WEF ประเมินการศึกษาไทย 2 ระดับ คือ ประถม และการศึกษาขั้นสูงอันรวมถึงมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งผลก็คือ ด้านประถม(ซึ่งรวมถึงการสาธารณะสุข) ไทยอยู่ที่ 81 ของโลก และที่ 7 ของอาเซียน
     ด้านการศึกษาขั้นสูง ไทยอยู่ที่ 66 ของโลก และที่ 5 ของอาเซียน


     โปรดอ่านท้ายตาราง...จะเห็นว่าคะแนนมาจากการให้คะแนนของสถานประการในธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องของมุมมองและความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อการศึกษาว่า มีความสามารถในการตอบสนองต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพียงใด

     นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นซึ่งประเมินการศึกษาของแต่ละประเทศด้วยแง่มุมที่ต่างออกไป เช่น IMD ซึ่งแสดงดัชนีด้านต่างรวมถึงด้านการศึกษาที่ดูแล้วละเอียดยิบๆ ไม่ว่าจะเป็นดัชนีด้านการพัฒนามนุษย์ ด้านการเรียนรู้ของเพียร์สัน(การเรียนรู้โดยใช้สติปัญญา) ดัชนีTIMMS(ผลการเรียนคณิต วิทย์)  ดัชนีเพิร์ล(ทักษะการอ่าน) แต่ก็ยังคงใช้ข้อมูลจากความคิดเห็นของภาคธุรกิจต่อคุณภาพทางการศึกษาในการตอบสนองความต้องการของระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

       ภาษาบ้านๆง่ายๆก็คือ คะแนนนี้มาจากการไปถามผู้ประกอบการว่า การศึกษาของไทยดีหรือไม่? ให้
คะแนนเท่าไหร่?... ซึ่งแน่นอน ผู้บริหารภาคธุรกิจย่อมมองว่า แรงงาน และลูกจ้างของตนนั้นมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร โดยเฉพาะช่วงรับมาทำงานใหม่ๆ ซึ่งสามารถพิจารณาได้ว่า สิ่งที่เรียนรู้มาจากระบบการศึกษาสามารถนำใช้ปฏิบัติงานได้มากน้อยเพียงใด

     ถ้าไม่นับรวมอคติของผู้บริหารภาคธุรกิจ เราคงต้องยอมรับความจริงกันว่า สิ่งที่เรียนในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้เพียงครึ่งเดียวหรือไม่ถึงครึ่ง  พนักงานใหม่ต้องเข้ารับการอบรม เทรนนิ่ง ศึกษางานเป็นหลายๆเดือนกว่าจะเทิร์นโปร พูดง่ายๆคือ ต้องไปเรียนรู้งานที่ต้องทำกันใหม่

     คำถามคือ เราสอนและเรียนอะไรกันอยู่ ในเมื่อเด็กไทยเรียนมากเป็นอันดับต้นๆ น้องๆญี่ปุ่น แต่ทำไมเรียนแล้วถึงนำไปใช้ไม่ได้ หรือเราเรียนสอนกันไปแบบวันต่อวัน ให้สอนอะไรก็สอน ให้เรียนอะไรก็เรียน วัดกันที่ว่า สอบได้ที่เท่าไหร่ เกรดอะไร ไม่ได้มองไปถึงอนาคตของความรู้ที่จะนำไปใช้ หรือไม่ก็ลืมไปแล้วว่าเราเรียนวิชานี่เพื่ออะไร

     สิ่งที่ท่านๆอ่านแล้วจะได้รู้เสียที คือ อันดับการศึกษาของไทยร่วงหล่นอยู่รั้งท้าย คงมิใช่เพราะทำข้อสอบได้คะแนนน้อย แล้วก็เอาข้อมูลมาทิ่มแทงครูว่าไร้ประสิทธิภาพ ตกอกตกใจกันไปเรื่อย ลามปามไปถึงการวัดผลทางการศึกษาระดับชาติ ที่เร่งเอาเป็นเอาตาย มุ่งจะเพิ่มคะแนนสอบให้สูงขึ้นทุกปีๆจนต้องเอามาโยนบาปใช้ประเมินความดีความชอบให้ครู        แต่เป็นเพราะภาคธุรกิจไม่มีความมั่นใจต่อระบบการศึกษา คือ เรียนแล้วทำงานไม่ได้จริงว่าอย่างนั้น  แล้วบุคลากรทางการศึกษาจะพิจารณาเรื่องนี้กันอย่างไร ก็ตามแต่จะเห็นกัน 
     แค่ไม่อยากให้เข้าใจว่าเด็กไทยไร้สมอง ทำข้อสอบสู้เพื่อนบ้านไม่ได้....ก็เท่านั้น....

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

wifi SD card + iPad

     สวัสดีครับ หายไปนานมากกก เนื่องจากมีภาระกิจติดพัน หันไปทำงานอื่นเสียมาก ไม่มีเวลามาโพสบล็อกเลย จริงๆ เรื่องนี้ก็กะว่าจะโพสนานแล้ว แต่ตอนแรกยังไม่โพสเพราะยังไม่ได้ลอง พอลองแล้วก็ไม่ได้โพส(ลืม)...อะเข้าเรื่องดีกว่า...
     เรื่องมีอยู่ว่า จากที่เคยใช้สาย USB เสียบ sync กล้องกับคอมด้วยโปรแกรม LR แล้ว ก็อย่างที่บอกครับ ไฟดูดเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช่แค่กังวัลเรื่องไฟจะดูดตายนะครับ(มันไม่แรงขนาดนั้น) แต่เป็นห่วงกล้องนี่สิ ไฟรั่วแบบนั้นกล้องต้องได้รับอานิสงค์ไปด้วยแน่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีแน่นอน เลยตัดใจซื้อ wifi SD card ซึ่งตอนที่ซื้อก็หาเจออยู่ยี่ห้อเดียว(ที่ขายในไทย) ก็คือ Eye-fi
ตอนที่ผมซื้อมี 2 รุ่น และ 2 ขนาด คือ Pro กับ ธรรมดา ข้อแตกต่างหลักๆคือ รุ่น Pro จะส่งไฟล์ RAW ได้ ขนาดตอนนั้นก็มี 4 GB และ 8 GB คนขายบอกให้คอย 16 GB กำลังจะมา...ผมรอไม่ไหวละ สอยแล้วล่ะ
     ผมก็คงเหมือนกับท่านๆที่เข้ามาอ่านล่ะครับ กว่าจะซื้อได้ ก็มีคำถามมากมาย คุ้มไหม? ใช้งานได้จริงรึเปล่า? กินแบตรึเปล่า? ฯลฯ เพราะราคาค่าตัวก็ไม่ใช่น้อยๆ ตอนผมซื้อก็สามพันกว่า เหงื่อตกเหมือนกัน แต่ก็คิดในใจว่าคงลดขั้นตอนในการถ่ายไฟล์ไปลงคอมได้ไม่มากก็น้อยน่า....แต่ปัญหาก็เกิดอีก...
     ผมซื้อมาโดยมีจุดประสงค์แรกคือใช้ในสตูฯ(จำเป็น)ที่ต้องถายภาพนักเรียนเป็นร้อยๆ พอใช้ไปสักพัก...ติดใจแฮะ...แต่อยากจะบอกว่าการส่งไฟล์ RAW เต็มไซส์นั้น ช้าเหลือจะเอ่ย แต่ก็นะ กว่านักเรียนหนึ่งคนจะผ่านกระบวนการกว่าจะได้ถ่ายจริงๆก็ตกคนละ 4 - 5 นาที ก็นานพอจะส่งไฟล์ทางไร้สายได้โดยไม่ต้องมาถอดการ์ดไปเสียบคอมตอนหลังละกัน
     พอออกสนามก็อยากให้มีคอมติดตัวไปด้วย...ปรากฎว่า...มี APP ในสมารท์โฟนทั้งค่ายหุ่นเขียวและแอปเปิ้ลให้เลือกใช้...โอวววว...พระเจ้าจอร์จมันยอดมากกกก ถ่ายปุ๊ป ภาพไหลลง iPAD ปั๊ป แชร์ปุ๊ป! ไปสัมนา ทริปเที่ยวกับเพื่อนๆ Online กันทันที...สุดยอด! 
     วิธีการของเจ้าการ์ด Eye-fi นี้ก็คือ มั้นจะส่งสัญญาณ wifi ออกมาจากการ์ด โดยไม่ต้องพึ่งความพิเศษใดๆของกล้อง กล้องธรรมดาก็ใช้ได้ แต่พอดีเจ้า D7000 ของผมมันรู้จัก wifi SD ซะด้วย แต่ประโยชน์ที่ผมได้ใช้ก็คือ ดูได้ว่ามันกำลังส่งไฟล์อยู่หรือกำลังอึ้งอยู่...
     วิธีใช้งานก็คือ ขั้นแรกต้องตั้งค่าการใช้งานก่อน ซึ่งก็มีอยู่หลายลักษณะพอสมควร ตั้งแต่จะให้ใช้ wifi อันไหน หรือจะโหมด Direct  จะส่งเข้าคอมเครื่องไหน โทรศัพท์ หรือ แท๊ปเลตเครื่องไหน ส่งไฟล์อะไรบ้าง jpeg อย่างเดียว หรือ RAW หรือส่งทุกอย่างรวมทั้งไฟล์ VDO ด้วย..."-.-


     ผมทำแบบนี้ครับ (คิดแล้วก็รู้สึกดีที่เลือกเจ้า D7000 ที่มี 2 แม็ก) ผมเอาSDการ์ดปกติใส่ไว้ช่องที่1 ตั้งค่ากล้องให้บันทึกไฟล์ RAW เอา Eye-fi ใส่ช่อง2 ตั้งให้บันทึกไฟล์ jpeg  ก่อนจะเอา Eye-fi ไปใช้ ผมก็ตั้งค่าให้เป็น Direct mode ให้ส่งไฟล์แบบส่งเสร็จลบเลยไม่ต้องบันทึกลงการ์ด  พอเสียบการ์ดเข้ากล้อง ก็จัดการเอา iPAD ติดตั้งแอพของ Eye-fi ที่มีให้โหลดได้ฟรีซะก่อน แล้วก็ทำโปรไฟล์ wifi ให้ต่อได้กับ Eye-fi  พอต่อกันติดก็ ยิงๆๆๆๆๆแล้วก็ยิงๆๆๆๆๆ การ์ดธรรมดาช่องหนึ่งเต็มก็เปลี่ยนการ์ดอันใหม่ เจ้า Eye-fi ช่องสองไม่มีวันเต็ม เพราะตั้งค่าไว้ให้ส่งไฟล์เข้า iPAD แล้วลบเลย ... ผมเคยไปทริปหมดเมม 16 GB ไป 2 อัน 32 GB อีก 1 อัน อันละสองรอบ ผมไม่เคยถอด Eye-fi ออกจากกล้องซักกะที ยังได้อีกต่อคือ ผม sync อัลบั้ม camera roll ไว้กับ Google พอถึงบ้าน รูปที่อยู้ใน iPAD ก็ทยอย copy ไปลงใน google+ หรือ picasa หรือ iCloud หรือ อื่นที่เราชอบได้เองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย...555+


...แต่เดี๋ยวก่อน...
     ปัญหาที่พบคือ อย่างที่บอกครับ ไฟล์ RAW อืดสุดๆ ที่สำคัญ เผลอตั้งค่ากล้องผิดปล่อยไฟล์ RAW เข้า iPAD ได้ล่ะก็...หุหุ.. ส่งช้าไม่ว่า แอพของ Eye-fi เอง กลับเปิดภาพไฟล์ RAW ไม่ได้ เห็นแค่เป็น Thumbnail ที่เจ็บกว่านั้น ไฟล์ถูกแปลงเป็น TIFF โอนเข้า LR ก็มีปัญหาไม่น้อย แถมแอพดูไฟล์ RAW ก็หายาก หรือไม่ก็ แพงงงส์ 
     ถามว่า Eye-fi กินแบตไหม...ขอตอบว่า พอสมควรเลยครับ แต่ก็ไม่ได้มากมายจนถึงกับจอดตั้งแต่หัววันเพราะแบตหมดแต่ประการใด  จากการใช้งานจริง ผมถ่ายเรื่อยๆทั้งวัน ก็ใช้แบตประมาณ 2 ก้อน เพราะไฟล์ jpeg ส่งเร็ว ที่สำคัญจุดประสงค์ของผมคือใช้ไฟล์ jpeg แชร์ตาม social ดังนั้นผมจึงตั้งขนาดเป็น M เท่านั้น พอส่งเรียบร้อยมันก็จะสลีปละ และผมเองก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาคอยมันส่งจนเสร็จ พอไม่ได้ถ่ายซักพัก เช่นขึ้นรถ ผมก็ปิดกล้อง พอช่วงที่เราลงเดินเปิดกล้องถ่าย การ์ดมันก็จะ"แอบ"ส่งไฟล์ไปเรื่อยๆ รู้อีกทีมันก็ส่งครบหมดแล้ว....ซำบายยยย...ช่วงอยู่บนรถก็เอารูปที่ iPAD ได้รับ แชร์ไปตาม social รับ like กันไปเต็ม...ก็เล่นแชร์กันซะเกือบจะ real time ขนาดนั้น กล้องอื่นภาพยังนอนอยู่ใน mem อยู่เลยยย...พี่น้องคร๊าบบบบ.....

     สมครซื้อไหม?....ต้องพิจารณาความต้องการของแต่ละคนครับ อย่างผม iPAD ก็มีอยู่แล้ว ซื้อ eye-fi มาก็เพื่องานสตูฯ...แต่ช่วงว่างงานสตูจะเก็บไว้เฉยๆทำไมล่ะ....ได้ประโยชน์ในงานสตูเต็มๆครับ แต่ออกทริปเนี่ย ขำๆเอาสนุกกับเพื่อนฝูง เพราะผมไม่เห็นประโยชน์ที่เราจะซึือกล้องมาแล้วซื้อ Eye-fi อันเดียว หวังถ่ายแล้วโอนลง iPAD ... พระเจ้า iPAD มันก็มีเมมแค่ 16 32 64 128 GB พอๆกับเมมกล้องล่ะครับ เดี๋ยวจะต้องมาปวดหัวกับเปลี่ยน iPAD หรือ เมมในโทรศัพท์กันอีก... นอกจากแชร์โซเชี่ยลแบบ real time แล้ว ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นใดๆอีกนอกจากมองเห็นภาพใหญ่ๆชัดๆ ถ้าเป็นตากล้องถ่ายงานนอกสตูฯก็น่าจะมีประโยชน์ ผมเคยใช่ถ่ายงานรับปริญญาสองครั้ง น้องๆเขาถูกใจใหญ่ครับ กล้องเล็กที่น้องเขาเอามาถ่ายเพื่อนไม่เอาละวางทิ้งซะงั้น เอา iPAD ผมไปถืออย่างเดียวเลย ไม่ชอบใจก็บอกให้ผมถ่ายใหม่ๆ ดีเหมือนกันครับ ไม่มีคนมาขอดูหลังกล้อง ส่องไปส่องมากล้องจะหล่น 

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ถ่ายภาพบันทึกลงคอมทันทีด้วย LIGHTROOM

     หลายคนคงเคยถ่ายภาพแบบสตูดิโอ(จำเป็น) เช่น รับหน้าที่ถ่ายภาพหน้าตรงนักเรียน แล้วก็ต้องทำสตูดิโอแบบตามมีตามเกิด ใช้กล้อง DSLR ถ่ายภาพ แล้วก็มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบภาพเพราะ LCD หลังกล้องไม่ดีพอที่จะตรวจสอบรูป บางครั้งต้องเสียเวลาถ่ายภาพใหม่ เห็นเขาถ่ายภาพแบบขึ้นจอคอมแบบทำบัตรประชาชนที่เขต ก็เลยอยากลองทำบ้าง ขอบอกก่อนว่า กล้องที่ผมใช้เป็นนิคอนนะครับ แต่ชาวหนอนคงพอไปประยุกต์ได้ และที่ผมต้องการต่อภาพออกข้างนอกก็เพราะ อยากเห็น live view ใหญ่ๆ สั่งถ่ายภาพผ่านคอมโดยไม่ต้องเสียตังค์ซื้อรีโมท และพอถ่ายแล้วเห็นภาพหน้าจอคอมได้เลย และไฟล์ที่ถ่ายก็อยู่ในคอมเลย ไม่ต้องมานั่งโอนถ่ายไฟล์กันอีก
     โปรแกรมที่ผมพบว่าทำได้คือ Lightroom และโปรแกรมของนิคอนเอง คือ camera control ซึ่งทั้งสองโปรแกรมมีข้อดีข้อเสียคนละอย่างสองอย่าง ต้องเลือกใช้เองครับ
     ใน LR มีฟังก์ชั่นเชื่อมต่อกล้อง โดยเข้าไปที่เมนู File > Tethered Capture > Start Tethered Capture

ตั้งชื่อ Collection และค่าอื่นๆ ตามต้องการ 
เมื่อกด OK แล้ว LR จะทำการ sync กับกล้อง ให้รอสักครู (เท่าที่ผมลอง นานประมาณ 1 นาทีกว่า) ถ้ากล้อง และ LR สนันสนุนซึ่งกันและกัน ที่แถบเครื่องมือก็จะปรากฎชื่อกล้องและค่าที่ตั้งไว้ ก็พร้อมถ่ายภาพแล้ว
จะเห็นว่าของผมไม่มีชื่อกล้องขึ้น เพราะ LR ที่ใช้เป็น 3.3 ไม่ support กล้อง D7000 เนื่องจาก D7000 ไม่มีคำสั่งที่กล้องเรื่องการเชื่อมต่อ USB และ D7000 เมื่อเสียบ USB แล้ว จะไม่เห็นเป็น storage เหมือนกล้องรุ่นอื่น จะเห็นเป็น Device อุปกรณ์หนึ่ง ดังนั้นต้องหา LR เวอร์ชั่นที่รองรับ เช่น 3.4(เขาว่ากันอย่างนั้น) ขึ้นไป หรือ เวอร์ชั้น 4 ก็ได้ แต่ผมลองกับ 3.6 เครื่องที่บ้านทำงานได้ดี 
     ข้อดีของการใช้ Tethered capture ของ LR คือ ภาพจะถูกบันทึกไปที่ Folder ที่เราตั้งไว้ และ LR ก็จะ Import ภาพมาให้อัตโนมัติในทันที  ข้อเสียคือ การถ่ายภาพต้องมองที่ช่องมองภาพของตัวกล้อง LV จะถูกตัดการทำงานเมื่อเสียบ USB และ LR เอง ก็ไม่มี LV ให้ดู ข้อเสียอีกประการคือ ในเมื่อต้องมองช่องมองภาพเพื่อถ่ายภาพ สาย USB นี่ช่่างเกะกะเสียนี่กระไร...ไฟดูดอีกต่างหาก!!...จื๊ดๆ..



วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มาใช้ Google Drive กันดีกว่า

   
     Google คือ search engine ชื่อดังบนโลกอินเทอร์เน็ต ...ใครก็รู้...แล้วมีแค่นั้นหรือ???....ไม่ครับ ไม่ได้มีแค่นั้น สำหรับผม Google เป็น"ของฟรี" อันยิ่งใหญ่ที่เราจะสามารถหาได้ในโลกอินเทอร์เน็ต
 
     เชื่อหรือไม่ ผมไม่มี Flash drive เป็นของตัวเองมานานกว่า 6 ปีแล้ว แต่ผมก็สามารถโอนย้ายถ่ายข้อมูลของผมไปได้ทุกที่  อุปกรณ์เก็บข้อมูลของผมมีแค่ SD card 2 แผ่นในกล้องถ่ายรูปของผม micro SD ที่อยู่ในโทรศัพท์ขนาด 2 GB แล้วก็ ext.harddisk 500 GB 1 ตัว ซึ่งผมสงวนไว้เก็บภาพจากกล้องเท่านั้น ... แล้วผมย้ายข้อมูลได้อย่างไร? คำตอบคือ ผมใช้เครือข่ายครับ ผม share ข้อมูลในเครือข่ายในที่ทำงาน และสมัครใช้ Google นี่แหละครับ

     บริการของ "กู" มีมากมาย ได้แก่ E-mail ที่เรียกกันว่า GMail ,แผนที่ ,ปฏิทิน ,อัลบัมภาพถ่าย และ Google drive พระเอกของผม

     Google Drive เป็นบริการเก็บข้อมูลบนเครือข่าย internet ที่ให้พื้นที่ฟรีๆ 5 GB มากมายเหลือเฟือสำหรับงานเอกสารทั่วไป ถ้างานของคุณไม่ใช่ภาพยนตร์ระดับ HD ล่ะก็ ขอบอกว่า "ทิ้ง flash drive ไปเถอะครับ"

     ก่อนที่คุณจะใช้ "ไดรว์กู"ได้ คุณก็เพียงสมัคร GMail ให้เรียบร้อย คุณก็จะได้สิทธิ์ในบริการฟรีมากมายของ"กู" โดยไม่ต้องสมัครเพิ่ม  และเมื่อสมัครแล้ว ก็พิมพ์ในช่อง URL ว่า www.google.co.th แล้วทำการ Login โดยใช้ username และ password ตามที่คุณสมัคร GMail ไว้ พอกอปุ่ม Login คุณก็จะเห็นหน้า search ตามปกติ...แต่ลองสังเกตุให้ดี บริเวณมุมขวาบน คุณจะเห็นชื่อ mail ของคุณในแถบสี

     แถบสีด้านบน จะเห็นเมนูต่างๆ เรียงแถวอยู่  ลองคลิ๊กไปตรงคำว่า "ไดรว์" หรือ "Drive"ในภาษาอังกฤษ...หน้าเพจของคุณจะเปลี่ยนไปที่ Google Drive และพร้อมใช้งานแล้ว



   ปุ่มทางซ้ายมือ คือปุ่มสำหรับ upload ข้อมูลของคุณไปเก็บไว้ที่ Google drive เพียงกดปุ่มรูป harddisk แล้วเลือกแฟ้มข้อมูลจากในเครื่องของคุณ ทำการ"ตกลง" กับ google เสียทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบไฟล์ให้เป็นรูปแบบ "เอกสาร Google" ... จัดการ upload เสีย กำหนดให้แฟ้มนั้นเป็น "ส่วนตัว" หากจะเก็บไว้ใช้คนเดียว หรือ กำหนดเป็น "สาธารณะ"เพื่อเผยแพร่(ทั้งโลก)แก่ผู้อื่น...ออก และ Logout จาก Google ปิดเครื่องที่บ้าน ไปเปิดเครื่องที่ทำงาน Login เข้า"กู" เข้า "ไดรว์กู" ติ๊กเครื่องหมายถูก กดปุ่ม"เพิ่มเติม" เลือก Download เซฟลงเครื่องที่ทำงาน ทำงานต่อ รอรับสองขั้น ไม่ต้องปวดหัวกับ flash drive ไม่ว่าจะเป็นการลืม หาย เพื่อนยืม ฯลฯ ที่สำคัญ ปลอดไวรัส...

     ข้อเสียอย่างเดียวของระบบนี้คือ คุณต้อง Online ได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ผมแนะนำว่า ถ้าจะซื้อโทรศัพท์ ควรซื้อ smart phone มาใช้ซะ!  ไฮโซก็กด iphone ยากจนก็กัดฟัน android 4-5 พัน ซักเครื่อง ซื้อโปรเน็ตเล็กๆไว้เผื่อเน็ตที่ทำงานล่ม Download ลงโทรศัพท์ ต่อสาย(จำเป็นนี่นา)เข้าคอมก็ทำงานได้ (จริงๆมีวิธีโอนไฟล์เข้าคอมฯโดยไม่ต้องเสียบสายโดยใช้ app แต่ต้องมี wi-fi)

ความรู้เกี่ยวกับคอมฯ: SERVER คืออะไร(แบบภาษาชาวบ้าน)

     เราคงเคยได้ยินคำว่า server(อ่านว่า เซิฟเวอร์)อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือเล่นเกมส์ เรามักโทษการที่เข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้ว่า "server ล่ม" ... แล้ว server จริงๆคืออะไร? ทำไมต้องเรียกserver? มีserverไว้ทำไม?

     คำว่า server แปลว่า ผู้ให้บริการ...เราใช้เรียกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการบางอย่างในระบบเครือข่าย ซึ่งอันที่จริงแล้ว server มีหลายประเภทหลายชนิด แต่เรามักเรียกรวมๆว่า server

     server ที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อดีตคือ File server คือ server ที่ให้บริการแฟ้มข้อมูลซึ่งมักเก็บแฟ้มข้อมูลในการทำงานไว้ที่ server เพื่อให้ผู้ใช้ในองค์กร(ซึ่งมีมากกว่า 1 คน) สามารถเข้าถึงแฟ้มข้อมูลที่ต้องการได้อย่างทันทีและเป็นปัจจุบัน  ในยุคปัจจุบัน server ที่มีจำนวนมากในโลกคือ web server ซึ่งก็คือ server ที่คอยให้บริการข้อมูลผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งเราจะเห็นในรูปแบบต่าง เช่น หน้า web page ของหน่วยงานต่างๆเป็นต้น ในทางความเป็นจริงในเรื่องของการวางระบบเครือข่ายไม่ว่าขนาดใด จำเป็นต้องมี server มากกว่า 1 ชนิดในการให้บริการข้อมูล แต่โดยหลักการสำคัญก็คือ server จะเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทรัพยากรต่างๆในเครือข่ายให้แก่ผู้ใช้ในระบบเมื่อร้องขอ

     คำว่า server เป็นคำที่ใช้เรียกส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ที่มาทำงานร่วมกัน 2 สิ่ง คือ ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมระบบปฏิบัติการ ซึ่งทั้งสองอย่างมักถูกสร้างมาเพื่อใช้ในการเป็น  server โดยเฉพาะ

     เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็น server อาจต้องมีประสิทธิภาพสูงหรือประสิทธิภาพธรรมดาเหมือนเครื่องตามบ้านก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้านใด และมากน้อยเพียงใด  หลายคนอาจเข้าใจว่า server คือเครื่องคอมพิวเตอร์วิเศษสุดและมีประสิทธิสูงจนบางคนฝันอยากจะซื้อไปเล่นเกมส์แรงๆ ซึ่งในทางความเป็นจริง server เป็นแค่คอมพิวเตอร์ที่มีแค่ความอดทนสูง และมีความเร็วเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปผู้ดูแลระบบมักเลือก spec. ด้านใดด้านหนึ่งเท่าที่จำเป็นเพื่อลดค่าใช้จ่าย

     จุดมุ่งหมายของ server มีความชัดเจนเฉพาะด้านคือจะต้องสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชม. 7 วันต่อสัปดาห์ได้โดยไม่หยุด และต้องสามารถปกป้องข้อมูลของผู้ใช้ให้ปลอดภัยที่สุด นั่นคือต้นเหตุทำให้ server มีราคาค่าตัวสูงกว่าคอมพิวเตอร์ตามบ้านทั่วไป เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆภายใน server ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานในลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาะ คือ ทนทาน!! ชิ้นส่วนจึงต้องใช้วัสดุคุณภาพสูงกว่าปกติจึงทำให้ราคาสูงขึ้นตาม

     เหตุที่อุปกรณ์ server มีราคแพงเพราะเน้นความรวดเร็ว แม่นยำ และทนทาน เช่น Harddisk ของ server โดยเฉพาะจะเป็นชนิด SCSi หรือเรียกกันติดปากว่า สกัสซี่ มีราคาแพงกว่า Harddisk ทั่วไปประมาณ 4 เท่า เนื่องจาก Harddisk ชนิดนี้จะมีความเร็วเบื้องต้น(ในทางทฤษฎี)มากกว่า Harddisk ตามบ้านมากกว่า 2 เท่า เพราะ Harddisk ชนิดนี้สามารถอ่านและเขียนได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างจาก Harddisk ATA ทั่วไปที่ต้องทำทีละอย่างสลับกันไป

     การใช้งาน server ก็แตกต่างจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป คือ server มักจะไม่ถูกใช้งานผ่านหน้าเครื่องยกเว้นกรณีซ่อมบำรุง หรือ ติดตั้งโปรแกรมบางอย่างที่ใช้งานบน server เพราะการใช้งานหน้าเครื่องมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น อาจติดไวรัสจากแฟลชไดรว์ หรือ อาจทำให้โปรแกรมหลักของ server เสียหายโดยไม่ตั้งใจ เป็นต้น

     โปรแกรมที่ติดตั้งบน server ก็ไม่ใช่อันเดียวกันกับคอมพิวเตอร์ตามบ้าน หากเป็นตระกูล Windows เราก็จะเห็น  Windows XP หรือ Windows 7 ในเครื่องตามบ้าน หากเป็น server ก็จะใช้ Windows 200X server เป็นต้น หรือ บางกรณีอาจใช้ Linux แทน หรือ อาจเป็น Unix ในระบบใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น ซึ่ง"โปรแกรม"ที่อยู่บน server นอกจากจะเป็นโปรแกรมจัดการระบบ OS แล้ว ยังมีความสามารถในการให้บริการ และควบคุมเครื่องในเครือข่ายได้อีกด้วย

     Windows Server 2008 R2 เป็น server OS ที่ได้รับการกล่าวถึงมากในตอนนี้ เนื่องจากมีความสามารถมากมาย สามารถให้บริการได้หลายประเภทในเวลาเดียวกันโดยไม่ซื้อโปรแกรมเพิ่ม ที่สำคัญ windows server 2008 R2 ตัวนี้ สามารถควบคุมผู้ใช้ได้ครอบคลุมทุกกรณีไม่ว่าจะย้ายไปทำงานที่เครื่องใด ที่"เจ็บ"ก็คือ สามารถควบคุมเครื่องในเครือข่ายได้โดยไม่ต้องไปจัดการที่เครื่องลูกข่ายเลย กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงอุปกรณ์ของเครื่องลูกข่ายได้ ไม่ว่าจะเป็น มองไม่เห็นไดร์วC ไม่สามารถใช้แฟลชไดร์วได้ มองไเห็นหรือม่เห็นคอนโทรลใดๆ กำหนดเวลาในการเข้าถึงเครือข่าย(LAN) หรือ อินเทอร์เน็ตได้เป็นเวลา จนถึงกำหนดหน้าจอเครื่องว่าจะให้ใช้แบคกราวด์แบบใดยังได้เลย

     ความสามารถที่กล่าวมาข้างต้น ผู้คิดค้นทำขึ้นมาก็เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลในเครือข่าย เพราะการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายก็คือมองเห็นประตูทางเข้าสำนักงานอยู่ตรงหน้าแล้วแต่ไม่มีบัตรผ่านเท่านั้นเอง ถ้าเป็นโจรก็คือรอยามเผลอเท่านั้นเอง ความปลอดภัยที่เหนือกว่านั้นคือ"ซ่อน" ทางเข้าไม่ให้ใครรู้ หรือ "ล๊อค"ทางเข้าไว้เสมอ ซึ่งความปลอดภัยของข้อมูลในเครือข่ายขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานทุกระดับที่ต้องช่วยกันระวัง อันได้แก่

1. ตั้ง Password ทุกเครื่อง และต้อง Log Out ออกเสมอเมื่อเลิกใช้งาน
2. เปลี่ยน Password บ่อยๆ  และไม่ควรจด password ไว้ในกระดาษ รวมถึงไม่ควรบอก password ผู้อื่นไม่ว่ากรณีใด
3. ตั้ง User บนเครื่องให้ใช้ของใครของคนนั้น ต่อให้เป็นเครื่องที่ไม่ได้ต่อ network ก็เถอะ และไม่ควรทำ Auto Log on
4. ทำตัวให้เลิกกลัวระบบ network - อินเทอร์เน็ต และเรียนรู้มัน  "หัด" share ข้อมูลในเครือข่าย และควบคุมข้อมูลของคุณ
5. ควรกำหนดให้เครื่องของคุณเป็นสมาชิกของโดเมนหากทำได้ โดยการติดต่อผู้ดูแลระบบของคุณ เพราะการเป็นสมาชิกโดเมนจะได้รับการคุ้มครองโดย server โดยตรง
6. หลีกเลี่ยงการ Log on โดยใช้ use name ว่า administrator และควร Log on โดยใช้ user name ที่มีสิทธิ์น้อยที่สุดที่คุณมี
7. ปิด user name ที่ชื่อว่า Guest เพื่อป้องกันคนแปลกหน้ามาใช้เครื่อง
8. ถ้าเครื่องนั้นมีคนใช้ร่วมกับคุณ พยายามอย่าเก็บข้อมูลของคุณไว้ที่อื่นนอกจาก My Document ของคุณ เพราะ My Document จะไม่สามารถมองเห็นได้โดยผู้ใช้อื่น แต่ถ้าคุณเก็บข้อมูลไว้ที่ไดรว์ D ทุกคนจะสามารถเข้าถึงมันได้โดยอิสระจากหน้าเครื่อง
9. สำหรับผู้ติดตั้ง windows เอง ควรกำหนด password ตอนติดตั้งให้แข็งแรง อย่าใช้เบอร์โทร หรือแม้แต่เลขประจำตัวประชาชนของคุณ
10. หลีกเลี่ยงการใช้แฟลช์ไดรว์โดยไม่จำเป็น เพราะไวรัสเก่งกว่าที่คิด ส่วนที่แม้แต่ admin ยังแก้ไขไม่ได้ง่ายๆ แต่ไวรัสสามารถแก้ไขได้เฉยเลย แม้คุณจะใช้ username ที่มีสิทธิ์น้อยที่สุดก็ตาม ควรหันไปแชร์ข้อมูลผ่านทางเครือข่ายแทน
11. ล๊อคห้องทำงานของคุณเสมอถ้าทำได้ และยิ่งมีความจำเป็นมากหากห้องของคุณมี server ตั้งอยู่ เครื่องคอมพิวเตอร์หากสามารถล๊อคกุญแจเคสได้ก็จะดีมาก
12. ข้อสำคัญ อย่าทำงานสำนักงานที่หน้าเครื่อง server โดยเด็ดขาด เพราะคุณอาจเป็นผู้ทำ server"ล่ม"

     เมื่อทำได้ทั้ง 12 ข้อแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลระบบ ข้อมูลของคุณก็จะปลอกภัย 100% ที่สำคัญคือ ผู้ที่มี server อยู่ในครอบครอง ควรใช้ server ให้เกิดประโยชน์ และถูกหน้าที่ของมัน อย่าไปเสียเงินมากมายเพื่อเอา server มา"ยำ"เละ ลดระดับลงมาเป็นเครื่องธรรมดาบ้านๆ เสียดายเงินครับ...

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การปฏิรูปการศึกษาในสายตา"คนอื่น"

     2 สัปดาห์นี้ผมต้องวนเวียนไปอบรมที่ต่างๆหลายวัน เรื่องที่อบรมก็เป็นหัวข้อต่างๆกันไป แต่ที่น่าสังเกตุคือ ไม่ว่าจะไปอบรมเรื่องใด นักวิชาการก็มักพูดถึงกระบวนการ หรือ แนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ประเทศไทยกำลังดำเนินอยู่ และมักโยงไปถึงการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558  ผมได้มีโอกาสฟังวิทยากรบรรยายทั้งสิ้น 4 คน ทั้งหมดพูดเรื่องการศึกษาด้วยวิธีการต่างๆกัน ตลอดจนการมองการศึกษาและแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ต่างกัน แต่...นักวิชาการที่ผมได้มีโอกาสฟังบรรยายในช่วงนี้ ไม่ใช่นักวิชาการศึกษาที่มาจากหน่วยงานบริหารการศึกษาอย่างที่เคยผ่านมา ผมต้องแปลกใจที่ผู้บรรยาย 2 ใน 4 เป็นนักรัฐศาสตร์ อีก 1 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญการศึกษาแต่ก็ไม่ได้เป็นนักการศึกษามาตั้งแต่แรก(มาเป็นตอนเรียน ป.เอก) ด้วยความที่เป็น ดร. คำพูดคนพวกนี้จึงมีน้ำหนักในสังคม คนอย่างผม ป.ตรี ธรรมดา พูดอะไรก็ผิดไปหมด คิดอะไรแปลกว่าคนอื่นเขาก็ว่าบ้า ไม่เหมือนคนเป็น ดร. คิดอะไรแปลกๆ คนจะบอกว่า"คิดต่าง"..เออ ดี
     ผมต้องเอาเรื่องอบรมมาโพลต์บล็อคเพราะว่ามีเหตุผล 3 ประการคือ
     1.ผมอยากเล่าให้ฟังว่า"คนนอก"ระบบการศึกษาเขามองเราซึ่งเป็น"คนใน"อย่างไร
     2.ผมรู้แล้วว่าผมไม่ได้คิดไปเอง(อยู่คนเดียว)ว่าระบบการศึกษาของไทยอยู่ในวังวนของทางตัน
     3.ผมอยากเผยแพร่ความรู้ของคนรัฐศาสตร์ เผื่อจะมีประโยชน์กับนักการศึกษาบ้าง
     แต่....ผมไม่รู้จะเขียนยังไงให้เข้าใจได้ เพราะเรื่องมัน"เยอะ" เอาเป็นว่าผมขอวิจารณ์บ้าง ยกคำบรรยายบ้างแล้วกัน เหยียบเท้าใครก็ขออภัยด้วย ผมไม่ได้มีเจตนาจะว่ากล่าวผู้ใดหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดครับ

     เริ่มต้นที่ "ทฤษฎีของการทำวิจัย"...ผมเพิ่งเคยได้ยินเรื่อง method กับ methodology ซึ่งฟังดูแปลดูเผินๆ จะพบว่ามีความหมายซ้ำซ้อนกัน แต่ในทางการวิจัย 2 คำนี้เป็นคนละเรื่องกันเลย วิทยากรบ่นให้ฟังว่า เวลาสอนวิจัยให้นักศึกษา ป.โท ส่วนมากจะไม่เข้าใจเรื่องนี้กันทั้งนั้น มีส่วนน้อยที่เข้าใจ แล้วก็ทำผิด แม้ว่าอาจารย์จะพยายามเน้นแล้วแต่นักศึกษามัก"พยายามไม่เข้าใจ" แล้ววิทยากรก็พูดเบาๆข้างไมค์ว่า คนที่มาเรียน ป.โท ส่วนมากมาจาก ครู อันดับ1 ตำรวจ อันดับ2 "....ไอ้พวกเนี้ย เข้าใจอะไรยาก เพราะปกติอยู่ที่ทำงานมันเก่งกว่าคนอื่นโดยอาชีพ ไม่ค่อยจะชอบฟัง..." โดนไป 1 ดอก!!!
     เรื่องต่อเนื่องจากข้างบน คือเรื่องทฤษฎีของการทำวิจัย หนึ่งในทฤษฎีแปลก(สำหรับผม) คือ ทฤษฎีปทัสถาน  ผมขอยอมรับว่าผมไม่เคยได้ยิน คนเรียน ป.โท คงเข้าใจกันหมดแล้ว ทฤษฎีนี้คือว่าด้วยเรื่องการอธิบายว่า"สิ่งใดสมควร" เรื่องใดดีกว่า เรื่องใดควรทำก่อน หรือ วิธีการหรือสิ่งใดที่เหมาะสมกับสภาพสังคมในภาวะปัจจุบัน เป็นต้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้บริหาร(จึงมีเรียนในคณะรัฐประสานศาสตร์ เพราะพวกนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมือง) ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะถูกหล่อหลอมมาจาก Socialization agent เช่น ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน ฯลฯ จนเป็นผู้ที่มีโลกทัศน์ มุมมอง วิธีคิด เป็นของตนเองไม่เหมือนคนอื่น เช่น ครู ก. คิดว่าควรรับเด็กที่มีผลการเรียนดี มีความสามารถสูงเข้ามาสอน เพราะสามารถประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนได้  ส่วน ครู ข. คิดว่า ควรรับเด็กที่มีความสามารถน้อย-ปานกลางมาสอนให้พอจบได้ มีงานทำในอนาคต โดยไม่สนชื่อเสียงและความสำเร็จสูงๆ....ครูคนหนึ่งอาจรู้สึกอนาจต่อการทำงานทำงานของอีกคนหนึ่ง ในขณะที่อีกคนหนี่งอาจสังเวชใจความคิดของอีกผู้หนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฟังมาอย่างแตกต่างกันทั้งสิ้น หากจะเรียกแบบชาวบ้านเราคงเรียกว่า"สันดาน"...วิทยากรนอกเรื่องว่า สิ่งนี้จะถูกปลูกฝังเรียนรู้อยู่ประมาณ 30 ปี แล้วจะเปลี่ยนไม่ได้หรือเปลี่ยนยาก แต่ทฤษฎีปทัสถานนี้ไม่มีถูกไม่มีผิด มีแต่เหมาะสมหรือไม่ เช่น สังคมส่วนใหญ่เห็นว่าสิ่งใดถูกต้อง ปทัสถานของคนส่วนน้อยก็จะเสียเปรียบ... 
     ที่ผมยกคำบรรยายของวิทยากรมาซะยืดยาวก็เพราะว่าคำบรรยายหลายๆส่วน (โดยเฉพาะเวลาบรรยายนอกเรื่อง) มันโดนการศึกษาของเรา...อย่าลืมว่า วิทยากรคราวนี้ไม่ใช่นักศึกษาในระบบที่เราคุ้นเคย เขาเป็นคนนอก คำพูดทุกคำจึงเป็นลักษณะการมองจากคนข้างนอก... ถามว่าโดนอย่างไร?...
     เมื่อวันเสาร์ ครูทุกคนได้ไปฟังบรรยายโดยคนนอก(อีกแล้ว) แม้จะมี ป.เอกเป็นนักการศึกษา แต่ก็ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่ ป.ตรี ไม่มีวุฒิครูด้วยซ้ำไป...วิทยากรชอบใช้คำว่า "ผมไม่เข้าใจ" "อันตราย" ในการบรรยายตลอด เนื้อหาที่บรรยายก็อยู่ในแนวต่อต้านระบบการศึกษาในปัจจุบันอย่างรุนแรง คือไม่เห็นอะไรดีเลยในระบบการศึกษาปัจจุบัน ผมขอวิเคราะห์เป็นบางเรื่องครับ

     เรื่องลูกเสือ....จะมีไปทำไม?  
     จริงๆผมก็ไม่เข้าใจอย่างวิทยากรว่าแหละครับ ที่ว่าลูกเสือเป็นกิจกรรมเสรีไม่ใช่บังคับ ผมก็ว่าจริง แต่...วิชาลูกเสือในโรงเรียนมีเรียนเพื่อเน้นการฝึกระเบียบให้เด็ก คำว่า"ระเบียบ" คือ ยืนตรงเป็น เข้าแถวเป็น ทำความเคารพเป็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมและพัฒนาไปสู่ความมี"วินัย"...แล้วถามว่า ถ้าเด็กไม่เรียนลูกเสือ แล้ววิชาอะไรจะสอน"ระเบียบ"เด็ก แล้วพอโตไปกลายเป็นคนไม่มีระเบียบไม่มีวินัย สังคมจะโทษใคร...คงไม่ใช่ครู/โรงเรียน/ระบบการศึกษานะ.......มองย้อนบ้าง...ตอนนี้เวลาโรงเรียนสอนลูกเสือ โรงเรียนสอนอะไร สอนแล้วมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด นำไปใช้ได้แค่ไหน....และควรมีหรือไม่ควรมี?...ความ"เฮงซวย"ของการมีวิชาลูกเสือคืออะไร "ไร้สาระ" หรือ "ไร้ประสิทธิภาพ"

     เรื่อง O-net มาตรฐานการศึกษา
     ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่ต่อต้านระบบ O-net เพราะอะไร?  เพราะผมเป็นครูกลุ่มสาระศิลปะ(อิอิ) เป็นกลุ่มวิชาที่เด็กเดินเข้ามาก็คาดไว้แล้วว่าจะได้ 4 ไม่ว่าจะเรียนหรือไม่   ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ก็มองว่าวิชากลุ่มนี้ไม่สำคัญ ไม่ควรให้เกรดต่ำจนเป็นวัฒนธรรมที่กลุ่มวิชานี้ให้เด็กตกไม่ได้ ให้เกรด 1 เกรด 2 ยังโดนตำหนิ....กลุ่มสาระนี้โดนชัดเจนเวลาให้เกรดต่ำ เวลาเกรดคณิต วิทย์ ตก พ่อ-แม่ที่ชอบมีปัญหาจะถามว่า "ลูกทำไม่ได้เลยหรือ จึงตก" แต่พอวิชากลุ่มศิลปะจะถามว่า"ลูกส่งงานครบแล้วทำไมไม่ได้ 4" ซึ่งเห็นชัดว่า ผลงานเด็กจะดีหรือไม่ดี จะต้องไม่มีผลต่อคะแนน พูดง่ายๆ ครูตรวจงานว่าส่งหรือไม่ส่งได้อย่างเดียว วาดรูปสวยไม่สวยไม่เกี่ยว! เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กจึงไม่ใส่ใจจะเรียนวิชานี้ให้มีประสิทธิภาพ เพราะเรียนยังไงก็4...พอต้องสอบ O-net เด็กจึงไม่มีความรู้...จริงๆแล้วเด็กไม่ได้อ่านโจทย์ด้วยซ้ำไป... แต่เดี๋ยวก่อน วิทยากรที่มาอบรมให้เราไม่ได้มองปัญหา O-net แบบนั้น ปัญหาของท่าน ดร. คือ ข้อสอบ O-net มากกว่า 50% เป็นข้อสอบท่องจำ ที่สำคัญข้อสอบหลายข้อเป็นการวัดความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้ถาวร คือ "มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นตลอดไป" เช่น มีข้อสอบถามว่า ดาวเทียมสื่อสารดวงล่าสุดชื่ออะไร?...ผมฟังแล้วขำเลย เพราะตอนเด็กผมโดนมาแล้วกับข้อสอบที่ถามว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันชื่ออะไร...ตอนเรียนก็เป็นคนหนึ่ง พอถึงวันสอบมีพระบรมราชโองการแต่ตั้งนายกใหม่พอดี(แต่เป็นคนที่เคยเป็นมาแล้ว) แล้วดันมีชื่ออยู่ในตัวเลือกทั้งสองคน...จะเอาคนที่ฟังข่าวเมื่อเช้าหรือจะเอาคนที่เรียนมา...แล้วครูจะเฉลยว่าอะไร?..ฮา...
     มองย้อนไปย้อนมา...มี O-net... ทั้งที่วิทยากรอบรมการสอนชอบบอกว่า สอนตามศักยภาพเด็กอ่อนจาก 0 เป็น 1 เด็กเก่งให้สอนจาก 10 เป็น 100 (แล้ว ึงจะมีหลักสูตรแกนกลางไว้หาเี้ยอะไร) แต่พอเฉลี่ย O-net ออกมาต่ำกว่าเส้นก็ว่ากันตำหนิกัน ผมบ่นหลายครั้งแล้ว...เท่านั้นยังไม่พอ O-net ยังมีความคาดหวังให้มีการพัฒนาขึ้นทุกปี ใครจะทำได้(วะ)  แต่ถ้าไม่มี O-net โรงเรียนสอนเองสอบเองออกเกรดเอง มันก็ไม่มีมาตรฐานอะไรมากำหนดเปรียบเทียบเลย โรงเรียนก็ว่าเองเออเอง แถมการศึกษาก็เรื่อยเฉื่อยเพราะไม่มีการประเมิน ...O-net ไม่ดี หรือว่า อะไรไม่ดี เด็กถึงตก O-net ทำไมโรงเรียนต้องกลัว O-net ...ถ้า O-net ดีจริง ทำไมไม่ใช้เป็นข้อสอบกลางโรงเรียนไม่ต้องออกข้อสอบ??....แต่ที่แน่ๆ ผมว่าการใช้ผล O-net มาประเมินโรงเรียนหรือความดีความชอบของครูมันเป็นความงี่เง่าอย่างที่สุด  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงครู/ผุ้บริหารโรงเรียนดังๆคงได้ปีละ 5 ขั้นแน่ๆ โรงเรียนชั้นสองคงกินปีละขั้นไปทั้งชาติ โดยเฉพาะครูศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ พละ ไม่ต้องหวังเลย ไม่แป๊กก็บุญหนักหนาแล้วววว...

     เรื่องนักเรียนโบราณใส่ชุดนักเรียน
     ผมรอเรื่องนี้มาตั้งแต่เป็นนักเรียน "เมื่อไหร่จะเลิกแต่งชุดนักเรียนซะที" ซึ่งขณะนี้ก็ยังรออยู่ แล้วผมก็บ่นแบบนี้บ่อยมากช่วงหน้าหนาว ก็ลองคิดดูละกัน ต่างจังหวัดเช้ามาอุณหภูมิแถวๆ 10 องศา.ลมก็แรง ใส่กางเกงขาสั้นไปโรงเรียน...กูจะบ้าตายคนคิดชุดนักเรียนนี่มันเอาอวัยวะส่วนไหนคิดแบบ...ผมก็คิดในใจว่าเด็กผู้หญิงคงหนาวตูดกันน่าดู(ได้แค่คิดน่ะ โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนประจำชายล้วนครับ) ผมก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าเกิดมีโรงเรียนไหนให้เด็กใส่ชุดอะไรก็ได้มาโรงเรียน เด็กมันจะแก้ผ้ามาโรงเรียนเลยหรือเปล่า?...แล้วถ้า"ชุดสุภาพ" มันจะไม่เรียนหนังสือไม่ได้ใช่ไหม?...ผมชอบจริงๆที่วิทยากรบอกว่า "ห้องเรียนคือที่พบกันของคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มไม่อยากเรียนกับกลุ่มไม่อยากสอน" เออ มันก็จริงนะ...ทีโรงเรียนกวดวิชาเด็กแต่งหล่อแต่งสวยไปเรียน เห็นมันอยากไปกันจัง เพราะอะไร?...ผมว่าผลการเรียนมันไม่ได้อยู่ที่เครื่องแบบ ก็จริงอยู่ถ้าจะย้อนว่าแต่งชุดนักเรียนก็ไม่ได้ทำให้โง่ลง แต่การบังคับ...โดยเฉพาะการบังคับที่"ลืม"เหตุผลกันไปแล้ว โลกวิวัฒน์ไปแล้วแต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่บอกว่าชุดนักเรียนคือระเบียบ มันเป็นการลดทอนนนน...อะไรหลายๆอย่างของเด็กลง อย่างน้อยๆคนที่มีปัญหากับชุดนักเรียน ซึ่งอาจบ้านจน ฯลฯ ก็ต้องมาทุกข์ใจกับเรื่องนี้พอๆกับเด็กดื้อที่ต้องคอยทะเลาะกับครูปกครองนั่นแหละ
     เดี๋ยว...ก่อนนักเรียนจะเฮ...ลองมองย้อนดูก่อนว่า ปทัสถานของเด็กไทยเป็นอย่างไร?...ตอนนี้หลายคนโดยเฉพาะนักเรียนมองว่าระเบียบการแต่งกายเป็นเรื่องโบราณสมควรยกเลิก...แล้วถ้ายกเลิกจริง!!! นักเรียนจะแต่งชุดอะไรมาโรงเรียน...คนบ้านมีอันจะกิน(รวยโคตร)จะแต่งอะไรมา คนบ้านจนเห็นแล้วจะว่าอย่างไร? จะอิจฉาไหม จะอายไหมถ้าเธอบ้านจนมีแต่เสื้อยือกางเกงยืนเก่าๆมาโรงเรียน ต้องมาเป็นเพื่อนกับคนบ้านรวยใส่หลุยส์วิตองมาเรียนทุกวัน..เธอจะทนเป็นเพื่อนกับมันได้นานเท่าไหร่?...พอบอกว่า "พอดี" "สุภาพ"นะ ปทัสถานของนักเรียนไทยเป็นอย่างไร?...สุภาพ...แบบไหน?  พอดี...แบบไหน? ....ทหารแต่งเครื่องแบบเพื่อแบ่งยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่งเครื่องแบบเพื่อมีไว้แสดงยศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างทหารบ้านรวยกับทหารบ้านจน...นายสิบ บ้านรวยเป็นพันล้านก็ต้องรับคำสั่งนายร้อยจนๆ  เพราะมองจากเครื่องแบบมันไม่มีทางรู้ว่ารวยหรือจน นั่นคือเหตุผลของเครื่องแบบ...แล้วถ้าทหารยกเลิกเครื่องแบบเพราะมันเชย...จะเกิดอะไรขึ้น? มันเหมาะสมไหมที่ทหาร-ตำรวจ จะแต่งชุดเหมือนชาวบ้านแต่ถือปืนเดินไปเดินมา...นานๆไปโจรสวมรอยเนียนว่าเป็นทหารเป็นตำรวจ สังคมจะเป็นอย่างไร?...เครื่องแบบก็คือเครื่องแบบ ที่มันเชยก็เพราะคนใส่ไม่ชอบมันก็เลยไม่ดูแลไม่แต่งให้เหมาะสม พยายามแก้พยายามแหวก ก็เพราะไม่ชอบไม่ภูมิใจ  เครื่องแบบดูเท่ห์เพราะคนใส่ภาคภูมิใจหมั้นดูแลตั้งใจแต่ง มันก็ดูดี....ความสวยงามมันอยู่ที่ใจ...จริงไหมครับ?...มองย้อนมาที่ชุดนักเรียนโดยเปรียบเทียบกับตัวอย่างของทหาร...ใส่เครื่องแบบนักเรียนดีหรือจะยกเลิก? ถ้าจะยกเลิกเพราะอะไร?...ชุดมันเชย...หรือกูอยากอวด...หวังว่าถ้ายกเลิกชุดนักเรียนหมดประเทศ คงไม่มีนักเรียนรุ่นใหม่เรียกร้องว่าอยากแต่งเครื่องแบบนักเรียนอีกนะ..."...ทีญี่ปุ่นทีเกาหลีเขายังมีเครื่องแบบนักเรียนเลย โรงเรียนไทยเฮงซวยไม่ยอมแต่ง..."

     เรื่องหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
     เรื่องนี้เป็นเรื่องที่วิทยากรท่านหนึ่งออกนอกเรื่องให้ฟังอันเนื่องมาจากการอธิบายขยายความของคำว่า "ศาสตร์"หลังวิชาต่างๆ ซึ่งท่านวิทยากรอธิบายว่า วิชาที่ตามหลังด้วยคำว่า"ศาสตร์" คือวิชาที่ว่ากันด้วยหลักการ เช่น วิทยาศาสตร์ มีกฎ ข้อพิสูจน์ชัดเจนตายตัว ไม่ว่าจะนานกี่ร้อยปีก็จะยังคงถูกต้องเสมอ ส่วนวิชาที่ไม่"ศาสตร์"ตามท้าย มักเป็นวิชาที่เรียกว่า "ศาสตร์ประยุกต์"ไม่ใช่ศาสตร์แท้ คือ ต้องนำเอาความรู้จากศาสตร์แท้มาประยุกต์ให้เกิดความรู้ใหม่...พอถึงตรงนี้วิทยากรก็เลี้ยวออกว่าวิชารัฐประสานศาสตร์น่าจะเรียกเป็นอย่างอื่น เพราะหลักการที่ร่ำเรียนกันมันเปลี่ยนทุกวัน อย่าว่าแต่วิชานี้เลย วิทยาศาสตร์ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถึงเวลาหนึ่ง...แล้ววิทยากรก็เลี้ยวอีกว่า ครูรู้หรือเปล่าว่าเราสอนวิทยาศาตร์เด็กทำไม ทำไมเด็กต้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรียนคณิตศาสตร์ คิดโจทย์กันหัวจะแตกสุดท้ายก็เรียนแค่เพื่อไปสอบให้ได้คะแนน...วิทยากรไม่ได้ตอบหรือเฉลยนะครับ แต่มันทำให้ผมนึกได้ว่าผมเคยได้มีโอกาสฟังอดีต ผอ.สพฐ ท่านหนึ่ง คุยกับนักเรียนที่เป็นนักดนตรีที่ผมควบคุมวงไปออกงานว่า "การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีขั้นตอน รู้จักตั้งสมมติฐาน พิสูจน์อย่างมีระบบ ซึ่งจะปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้และรู้จักการคิดอย่างมีเหตุมีผล ส่วนคณิตศาสตร์นั้น..." ท่านตอบคำถามนักเรียนว่าทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ยากๆด้วยๆ ท่านหัวเราะก่อนจะตอบว่า "นั่นนะสิ.." แล้วท่านก็หันไปพูดกับผู้ติดตามบางคนว่า คณิตศาสตร์เรายากไปไหม แต่ท่านก็อธิบายว่า การเรียนคณิตศาสตร์คือการฝึกให้รู้จักคิดซับซ้อนซึ่งจำเป้นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันที่ต้องคิดอะไรๆมากกว่า 1...ยิ่งเรียนสูง โจทย์คณิตศาสตร์จะยิ่งซับซ้อน(มิใช่ยาก) เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดมากๆ....อันนี้เป็นคำตอบของบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพฐ.ณ ขณะนั้น แต่ถ้าถามครูหรือเด็กตอนนี้ ถ้าไม่บอกข้างบน ครู/เด็กจะตอบว่าอะไร?...อย่าบอกนะว่าจะตอบว่าเพื่อให้สามารถแก้โจทย์ยากๆได้ เวลาไป admission จะได้ทำข้อสอบได้เยอะๆ...ตูละเบื่อ....
     ที่เบื่อเพราะว่าเราจัดการเรียนสอน จัดหลักสูตรกันจนลืม(ไปหรือเปล่า)ว่าจุดมุ่งหมายของการเรียนแต่ละวิชามีไว้เพื่อสิ่งใด หรือวัฒนธรรมคนไทยที่เน้นด้านปริมาณ(ทุกอย่าง) จึงมองผลสัมฤิทธิ์ของการเรียนไปที่"เกรด"เพียงอย่างเดียว และทึกทักเอาว่า ผลการเรียนดีมากก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตมาก...ผมคนหนึ่งล่ะขอค้าน...เพราะเพื่อนผมสมัยมัธยมเกรดมันน้อยกว่าผมตั้งเยอะ แต่มันดื้อ! ไปเรียนวิศวะเอกชน เรียนตั้ง 6 - 7 ปี กว่าจะจบ ตอนนี้มันเป็นวิศวกรอยู่ญี่ปุ่นเงินเดือนเป็นแสนรวยจนไม่รู้จะซื้ออะไรเพิ่มดี(มีหมดแล้ว) ผมเป็นครูเงินเดือนหมื่นกว่าประสบความสำเร็จมาก ไม่มีจะกินหนี้สินบานเบอะ กระเป๋าแห้งแดกอุดมการณ์....นั่นคือวัดกันที่ตัวเลข แต่ถ้าวัดกันที่คุณภาพ ผมมีความสุขกับการเป็นครู เงินเดือนจิบจ้อยผมก็ไม่ค่อยได้ใช้ อดบางมื้อเอาเงินไปให้เด็กกินข้าว ซื้อรองเท้า จ่ายค่าเรียน มันรู้สึกสุขใจมากกว่า เพื่อนผมสิ บ่นทุกวันงานเครียด นายกดดัน ฯลฯ ฟังดูแย่...เลิกเถอะครับการมองอะไรเชิงปริมาณเนี่ย มันสรุปผลอนาคตไม่ได้ ปลูกข้าวได้เยอะมากๆก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะรวย ขายไม่ออก ไม่ได้คุณภาพ ราคาตก สุดท้ายอาจจะเจ๊งก็ได้  หันมาดูอะไรที่เป็นเชิงคุณภาพกันดีกว่า การเรียนการสอนก็หันไปดูว่าเรียนแล้วได้อะไร เอาไปใช้ได้ไหม? ดีกว่าตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าเรียนไปสอบบบบบบ....ย๊ากกกสสสส์...

ไวรัสคอมพิวเตอร์


     มีคนบ่นผมว่าอยากใช้เน็ต แต่ไม่ยอมใช้เพราะกลัวติดไวรัส! ผมฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจครับ เพราะคนที่เข้าใจแบบนี้มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ไม่ผิดเสียทีเดียวนะครับ จะว่าไปมีส่วนถูกมากกว่าผิดซะอีก  เพราะฉะนั้น หันมาโพสต์เรื่องคอมพิวเตอร์กันดีกว่า เป็นความรู้แก่บุคคลทั่วไปที่ไม่มีเวลาศึกษาเรื่องนี้ ผมจะเขียนสั่นๆ อ่านจบเร็วๆ จะได้ไม่เสียเวลามาก หากไม่เข้าใจก็ถามได้นะครับ

     ไวรัส(คอมพิวเตอร์) เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง เหมือนโปรแกรมเกมส์ โปรแกรม office ทั่วไปครับ  ไม่ใช่เชื่อโรคของคอมพิวเตอร์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์พังครับ ที่สำคัญมันไม่ได้แพร่ไปตามอากาศอย่างที่บางคนเข้าใจผิดอย่างน่าเวียนหัว

     ไวรัสมีมากมายหลายแสนตัว ทุกตัวเป็นโปรแกรมที่มนุษย์เจตนาเขียนขี้นโดยมีจุดมุ่งหมายตั้งแต่สร้างความรำคาญ จนถึงทำลายข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น บางตัวอาจทำลายข้อมูลในระบบเครือข่ายขององค์กรเลยทีเดียว  แต่อย่าพึ่งตระหนกมากไป เพราะมากกว่า 90% ของไวรัส(คอมพิวเตอร์) มีจุดมุ่งหมายก่อความรำคาญ เช่น ส่งเสียงร้อง ปิดจอ ทำตัวหนังสือหล่น ซ่อนไฟล์ เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ โหลดตัวเองซ้ำในหน่วยความจำทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง เป็นต้น ส่วนพวกรุนแรงมักถูกปราบเรียบตั้งแต่วันที่ก่อเรื่อง

     ที่เรียกโปรแกรมจำพวกนี้ถูกเรียกว่า "ไวรัส" เพราะมีพฤติกรรมคล้ายเชื้อโรคไวรัส คือ
     1. ตัวมันเองไม่มีโปรแกรมที่สมบูรณ์ ต้องอาศัยเครื่องมือจากโปรแกรมอื่นๆ เช่น VBบนไมโครซอฟต์ออฟฟิศเป็นต้น
     2. แอบซ่อนอยู่กับรหัสของโปรแกรม หรือ ไฟล์อื่นๆ เหมือนเชื้อไวรัสที่เจาะเซลล์ของแบคทีเรีย
     3. มีพฤติกรรมแพร่กระจายตนเองอัตโนมัติ
     4. เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องใดติดไวรัสแล้ว จะทำงานผิดปกติ เหมือนคนป่วย
เราจึงเรียกโปรแกรมพวกนี้ว่า"ไวรัส"

     การแพร่กระจายของไวรัสขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส บางตัวติดมากับไฟล์ word  บางตัวติดมากับ Thumb drive  บางตัวติดมาจากการเรียกเปิดโปรแกรม หรือ ดาวน์โหลดโปรแกรมจากอินเตอร์เน็ต  แต่ที่เป็นยอดนิยมคือ Thumb drive หรือ ที่บางคนเรียกว่า Flash drive  แล้วก็อย่าลืมโทรศัพท์มือถือด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก smart phone ทั้งหลาย เพราะเมื่อเสียบสาย USB เข้ากับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์พวกนี้จะมีคุณสมบัติเป็น Thumb drive ดีๆนี่เอง

     ว่าด้วยการติดไวรัสจาก Thumb drive  เป็นเรื่องยอดฮิตจนบางคนบอกว่าไม่มีซิแปลก  แท้ที่จริงแล้วไวรัสที่มากับ Thumb drive มีแค่ 2 ลักษณะ คือ ไวรัสที่เป็น autorun และไวรัสที่แฝงอยู่ในไฟล์   ไวรัสที่ติดต่อผ่านทาง thumb drive นี้ ต้องป้องกันด้วยโปรแกรม anti-virus เพียงอย่างเดียว ส่วนจะป้องกันได้มากหรือน้อยขึ้้นอยู่กับความสามารถของโปรแกรม anti-virus

     ไวรัสที่แฝงอยู่ในไฟล์ เช่น ไฟล์ document เมื่อเสียบ thumb drive เข้าเครื่อง โปรแกรม anti-virus มักหาไม่เห็นในทันที แต่จะตรวจเจอเมื่อทำการเปิดไฟล์นั้นๆ หรือ ทำการ copy ไฟล์นั้นลงเครื่อง แต่บางครั้งก็ตรวจไม่เจอในขั้นตอนการ copy  แตกต่างจากไวรัสประเภท autorun (ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าทำงานอัตโนมัติ) ที่จะพยายามทำงานทันทีที่เสียบ thumb drive เข้ากับเครื่องคอม หาก thumb drive มีไฟล์ที่ชื่อ Autorun.inf หรือ Autorun เฉยๆ ก็แสดงความยินดีด้วยครับ!!! ....แต่เดี๋ยวก่อน...มีโปรแกรมแก้ไวรัส autorun อยู่ 2-3 ตัวที่แก้ไขแบบหนามยอกเอาหนามบ่งคือ anti-virus พวกนี้จะสร้างไฟล์ autorun ขึ้นมาดักไว้หลอกไม่ให้ไวรัสเขียนโปรแกรมทับได้ เช่น PANDA vaccine  โปรแกรมกัน autorun ของพระจอมเกล้าฯ เป็นต้น

     โปรแกรมที่เป็นเป้าหมายในการทำลาย(ให้พัง) จะเป็นไฟล์ application ของโปรแกรม เช่น ไฟล์ word.exe ของโปรแกรมไม่โครซอฟต์ออฟฟิศ ซึ่งผู้ใช้งานคอมฯทั่วไปไม่เคยเห็นโปรแกรมนี้ตัวเป็นๆหรอกครับ อย่างดีก็เห็น shortcut บน desktop  ซึ่งโปรแกรมที่มีจุด(.) เป็น exe เหล่านี้ ไวรัสมักทำการ delete ลบ หรือไม่ก็โจมตีโปรแกรมข้างเคียงที่โปรแกรมจุด exe ต้องการใช้ เช่น โปรแกรมที่มีจุดเป็น dll ซึ่งโปรแกรมพวกนี้พังไปก็ไม่เป็นไร ลงใหม่ก็หาย"ป่วย"แล้ว

     โฟล์เดอร์ หรือ ไฟล์ใน thumb drive หายหรือเปลี่ยนไป เป็นอาการยอดฮิตที่เซียนคอมเรียกว่าไวรัสหลอกควาย! เพราะที่จริงไฟล์เหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกซ่อนไว้ แล้วสร้างโฟลเดอร์ปลอมมาหลอกเรา  วิธีการแก้ต้องใช้คำสั่งผ่าน command prompt ก็จะแก้ไขได้ ดังนั้นหาก thumb drive ของคุณไฟล์หายไป อย่างเพิ่งด่วน format นะครับ เดี๋ยวเขาจะหาว่าควาย!

     ไวรัสทำคอมพัง...ไวรัสทำคอมพังไม่ได้ ขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ตีลังกายันก็เอา แต่ถ้าเครื่องคอมติดไวรัสบางจำพวกอาจทำให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางอย่างเสียหายได้ในทางอ้อม เช่น โปรแกรมที่เขียนตัวเองซ้ำๆบนฮาร์ดดิสก์ มันก็จะทำให้ฮาร์ดดิสก์ทำงานตลอดไม่หยุด มันก็พังสิครับ แต่คงไม่ใช่ตั้งแต่วันแรกที่ติดไวรัสตัวนี้ เพราะฉะนั้นอย่าตระหนก

     ไวรัสที่(ไหล)มากับอินเตอร์เน็ต...มักเป็นไวรัสที่เราเรียกกันผิดๆว่าไวรัส ความจริงแล้วพวกนี้มักเป็น worm หรือ Trojan คงเคยได้ยินตำนานม้าไม้กรุงทรอยใช่ไหมครับ ที่มีทหารซ่อนอยู่ในม้าไม้ขนาดใหญ่แล้วมาแอบเปิดประตูเมืองจากด้านใน...นั่นแหละครับ Trojan มีลักษณะเดียวกัน คือ จุดหมายของมันคือเปิดช่องทางติดต่อให้กับนักจารกรรมข้อมูล คือเมื่อมันเข้ามาในเครื่องเราได้ มันจะส่งข้อมูลออกไปว่า port (ประตู) ใดบ้างสามารถเข้ามาได้เพราะผุ้ใช้ไม่ดูแล เมื่อนักจารกรรมติดต่อเข้าที่เครื่องคอมได้แล้วก็จะทำการ"ควบคุม"เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เรียกว่า"การรีโมท" ซึ่งเมื่อทำได้ก็จะเหมือนนั่งอยุ่หน้าคอมเครื่องนั้น และมักมีจุดมุ่งหมายในการ"ขโมย"ข้อมูล ดังนั้น นักจารกรรมที่เก่งขนาดนั้นคงไม่ลงทุนแฮกมาขโมยการบ้านเด็ก หรือ แม้แต่คะแนนเด็ก  ซึ่งทำแล้วไม่ได้เงิน...ถามว่าเด็กทำได้ไหม? แน่นอน อาจเป็นไปได้ แต่การแฮกข้อมูลต้องใช้ความรู้สูงกว่าหลักสูตร ป.ตรี วิศวะคอมฯ...ที่สำคัญต้องใช้เวลาในการแฮกข้อมูลนานเป็นวันหรือเป็นเดือน เพราะระบบคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนก็มีการป้องกันดีในระดับหนึ่ง และหลายชั้น อย่างน้อยก็เข้าไม่ได้จากนอกโรงเรียน แต่ถ้าครูปล่อยให้นักเรียนใช้เครื่องคอมโดยไม่ดูแลก็เป็น user error นะครับ...แต่ก็ไม่แน่..
     worm หรือ Trojan ที่มาทางอินเตอร์เน็ต มักถูกปิดกั้นไว้แล้วหลายชั้นในระบบเครือข่าย รวมถึงการป้องกันโดยธรรมชาติของโครงสร้างเครือข่ายที่แบ่งภายนอกและภายในอย่างเด็ดขาด และในท้ายที่สุด windows ที่เครื่องของเราเองก็มีการป้องกันไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งหาก windows ตรวจพบ worm หรือ Trojan มักจะสกัดกั้นโดยบอกและถามผุ้ใช้ในทำนองว่า web แห่งนี้อาจมีอันตราย จะเข้าดูหรือไม่? ซึ่งหากเป็น web ที่ไม่รู้จักก็ควรปฏิเสธตามคำเตือนนั้นเสีย รวมถึงไฟล์ต่างๆด้วย หากเป็นไฟล์ที่เราไม่ได้สั่งให้ดาวน์โหลด ก็ควรปฏิเสธตามคำแนะนำ 


     เมื่อติดไวรัส....ผุ้ใช้มักไม่รู้ตัวว่าตนเองติดไวรัสจนกระทั่งเกิดความเสียหาย  ที่จริงแล้วไวรัสหลายๆตัวที่ระบาดในโรงเรียนผ่าน Thumb drive เป็นไวรัสไม่ร้ายแรงแต่อย่างใด มักก่อความรำคาญในลักษณะซ่อนไฟล์ หรือทำให้เครื่องช้าลง ซึ่งปัญหาก็คือ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็ทำงานลำบาก "กดปุ่มแล้วคอมก็ไม่ตอบสนอง มัวแต่โหลดอะไรอยู่ก็ไม่รู้" ซึ่งก็คืออาการติดไวรัสประเภทก่อความรำคาญนั่นเอง และเมื่อติดไวรัสนานๆหรือมากๆเข้าเครื่อคอมก็จะ Hang หรือ ค้าง เพราะไม่สามารถประมวลผลได้หมดนั่นเอง  แต่ปัญหาคือ เมื่อติดไวรัสแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะข้อมูลในเครื่อง หาก format ก็จะสูญเสียข้อมูลไป แต่บางครั้งการที่เครื่องช้าหรือ Hang บ่อย ก็ไม่ใช่เพราะติดไวรัสเสมอไป  ชาว windows จะรู้ดีว่า เมื่อใช้งานเครื่องคอมไปนานๆ windows จะสะสมข้อมูล"ขยะ"บางอย่างไว้ทำให้เครื่องช้าลง โดยเฉพาะเครื่องที่โก่ง spec เช่น เอาเครื่อง Celeron D มาติดตั้ง windows7 อันนี้มันไม่ไหวตั้งแต่แรกแล้วครับ


     ป้องกันไวรัส...ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปเกือบจะไม่ได้ในสังคมที่คนทำงานแบบนี้ คือมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันไปมา ซึ่งจำเป็นต้องใช้ Thumb drive เป็นหลัก วิธีที่พอจะเป็นไปได้คือ
     1. พยายามจำกัดการใช้ Thumb drive ไว้ใช้เฉพาะในโรงเรียน พยายามอย่านำไปใช้ที่อื่น โดยเฉพาะตามร้านอินเตอร์เน็ต เพราะร้านพวกนี้ไม่มีการป้องกันอะไรเลย ไวรัสเป็นพันรอ Thumb drive ท่านอยู่
     2. พยายามติดตั้ง anti-virus ในเครื่อง เจอน้อยยังดีกว่าไม่เจอเลย แต่ผมขอไว้ตัวหนึ่งแล้วกันครับ คือ NOD ที่ชอบแถมมากับคอมฯ ไม่ใช่ของเขาไม่ดีนะครับ แต่ตัวที่แถมมาให้มันเป็น mini (ผมอยากจะเรียกว่า nano ซะให้รู้แล้วรู้รอด) มันทำอะไรมากไม่ได้  แล้วก็อีกอย่างกับการใช้ anti-virus เวลามีข้อความเด้งขึ้นมา ช่วยอ่าน+ทำความเข้าใจนิดนึง ว่ามันแปลว่าอะไรหมายถึงอะไร ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ YES ไว้ก่อน เพราะหลายกรณีที่โปรแกรม anti-virus ถามว่า "โปรแกรมนี้เป็นไวรัส คุณจะอนุญาติโปรแกรมนี้หรือไม่?" ตอบ YES ก็เสร็จสิครับ
     3. เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์บนมาตรฐานความปลอดภัยโดยการ"ใช้ username และ password" ทุกครั้งที่ใช้คอมพิวเตอร์ และควรให้ผุ้ดูแลระบบกำหนดระดับการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ของคน"มักง่าย"ไม่ชอบตั้ง password ตั้งแต่ติดตั้ง windows ซึ่งการทำเช่นนั้นทำให้การใช้เครื่องถูกระบุเป็น admin ซึ่งมีสิทธิ์สูงสุด เข้าถึงทุกอย่างได้อย่างอิสระ เมื่อคุณนำไวรัสมา ไวรัสก็เข้าถึงแกนของ windows ได้อย่างง่ายดาย  
     4. หันมาใช้ระบบ network ในการแบ่งปันไฟล์ เพราะอย่างน้อยก็ป้องกันไวรัสยอดฮิตที่แพร่ระบาดผ่านทาง Thumb drive ได้  แต่ปัญหาขณะนี้คือ ระบบเครือขายของโรงเรียนเป็นแบบ peer-to-peer ซึ่งไม่ปลอดภัย และมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างกระจัดกระจายเครื่องใครเครื่องมัน การ share ไฟล์ ก็เลยเปรียบเสมือนเอากระเป๋าเราไปวางไว้กลางถนน จริงอยู่อาจจะไม่ได้ไปทุกอย่าง แต่มันก็สาธารณะเกินไป อันที่จริง windows สามารถกำหนดให้เข้าถึง Folder ได้ถึงระดับระบุตัวเป็นรายบุคคล แต่คงเป็นการเข้าใจยากสำหรับผู้ใช้ทั่วไปในการกำหนดสิทธิ์  มีอีกวิธีหนึ่งที่สมบูรณ์คือการใช้เครือข่ายแบบเป็นสมาชิกของโดเมน คือ มีการควบคุมสิทธิ์แบบรวมศูนย์โดยผู้ดูแลระบบซึ่งอาจต้องลงทุนในการติดตั้งระบบ แต่จะมีความปลอดภัยจากไวรัสและการปกป้องข้อมูลอย่างสูง แต่จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ของคนทั้งโรงเรียนให้มี username และ password เป็นของตนเองรวมถึงนักเรียนทุกคน